นับจำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้19
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้128
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้417
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว945
mod_vvisit_counterเดือนนี้3087
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด795164

Your IP 103.55.140.129
Today: 24 ต.ค. 2019

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

แนวโน้มและโอกาสของตลาดผลิตภัณฑ์นมโลก PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2012 เวลา 11:08 น.

แนวโน้มและโอกาสของตลาดผลิตภัณฑ์นมโลก
(World market trends and  prospects)
(บทวิเคราะห์สถานการณ์สินค้าปศุสัตว์ )

Image

  • ปัจจัยที่ขับเคลื่อนทางการตลาด(Key market drivers)
                 
    ราคาผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลกปี 2547 มีระดับราคาสูงซึ่งเป็นช่วงที่ราคาสูงอยู่เพียง 2 ปี หลังจากที่ระดับราคาตกต่ำมาตลอดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีปัจจัยขับเคลื่อนดังต่อไปนี้
                  1. พฤติกรรมการบริโภคนมที่เป็นของเหลวซึ่งผลิตและแปรรูปใกล้สถานที่บริโภค ทำให้การตลาดผลิตภัณฑ์นมระหว่างประเทศแคบมีเพียงร้อยละ 7 ของการผลิตเท่านั้น
                  2. ข้อจำกัดในการเข้าตลาด
                  3. การสนับสนุนการส่งออก ซึ่งมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อปริมาณความต้องการซื้อและความต้องการขาย ผลิตภัณฑ์นม แต่ส่งผลต่อราคาผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลก
                  4. สภาพอากาศของประเทศผู้ส่งออกมีอิทธิพลต่อราคาผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลก เช่น โอซีเนีย ต้องเผชิญกับภัยแล้งทำให้ผลผลิตและการส่งออกลดลง และทำให้ราคาผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลกสูงขึ้น ในขณะที่ปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์นมของสหภาพยุโรปลดลงเนื่องจากปริมาณการ ผลิตที่ลดลงและความต้องการบริโภคภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
                   5. ภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในเอเชียตะวันออก แอฟริกาเหนือและแหล่งผลิตน้ำมันอื่นๆ ของโลก อันเนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นทำให้รายได้เพิ่มขึ้น และความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้น
                  6. ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่ลดลงอย่างรวดเร็ว มีผลต่อราคาผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลก โดยทำให้ราคาผลิตภัณฑ์นมในประเทศผู้ส่งออกเพิ่มขึ้น เป็นข้อจำกัดการส่งออกผลิตภัณฑ์นมสู่ตลาดโลก 
  • การพัฒนาในตลาดที่สำคัญ(Main Market Development)
                  1. ราคาผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ภายหลังการลดลงจากราคาที่มีค่าสูงที่สุดในปี 2547
                      ถึงแม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าราคาผลิตภัณฑ์นมในปี 2548 จะยังไม่เปลี่ยนแปลง แต่ปริมาณการส่งออกที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลกเมื่อเทียบกับความต้องการนำเข้า อาจทำให้ราคาอ่อนลง  คาดว่าตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปี 2557 ราคาจะค่อยๆปรับเพิ่มขึ้นอีกครั้งแต่ยังคงต่ำกว่าราคาในปี 2547 ที่มีค่าสูงที่สุด คาดว่าในปี 2557 ราคาเนยแข็งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 แต่ต่ำกว่าราคาในปัจจุบัน ขณะที่ราคาเนยสดแตกต่างจากปี 2547 ไม่มาก ส่วนราคานมผงจะลดลงเพียงเล็กน้อย โดยราคานมผงเต็มมันเนยลดลงร้อยละ 3 และราคานมผงขาดมันเนยลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับราคาในปี 2547 ปัจจัยที่ทำให้ราคาเนยและนมผงขาดมันเนยในตลาดโลกลดลงไม่มากเมื่อเทียบกับ ทศวรรษที่ผ่านมา คือ สหภาพยุโรปและสหรัฐฯที่ส่งออกเนยและนมผงขาดมันเนยลดลง ตามลำดับ ประกอบกับความต้องการบริโภคที่ยังไม่ลดลงเนื่องจากอัตราการเติบโตของประชากร พฤติกรรมการบริโภคอาหารโปรตีนสูงขึ้น และรายได้ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศที่เป็นผู้นำ เข้า ราคาผลิตภัณฑ์นมที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆนั้น เกิดขึ้นภายใต้สมมติฐานที่ว่า ภาวะอากาศ
    ภาวะเศรษฐกิจและนโยบายที่ไม่เปลี่ยนแปลง
                   2. ผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา โอซีเนีย และ สหรัฐอเมริกา
                       ปริมาณการผลิตนมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 เป็น 747 ล้านตันในปี 2557  จำนวนสต็อกโคและกระบือที่ให้นมในโลกคาดว่าเพิ่มขึ้นในระดับปานกลางแต่ผล ผลิตโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นมากกว่า ประเทศผู้ผลิตนมที่สำคัญของโลก(ประมาณสองในสามส่วนของผลผลิตทั้งหมด) ได้แก่ สหภาพยุโรป อินเดีย สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ปากีสถาน บราซิลและจีน โดยมีสหภาพยุโรปเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด ขณะที่อินเดียเป็นประเทศที่มีปริมาณการผลิตน้ำนมมากที่สุดของโลก คาดว่าผู้ผลิตในประเทศกำลังพัฒนาจะมีส่วนแบ่งการตลาดผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลก เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 53 เป็นร้อยละ 58 โดยเฉพาะในอินเดียและจีน สำหรับปริมาณการผลิตในประเทศสมาชิก OECD[1] ยังคงไม่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากการควบคุมปริมาณการผลิต ถึงแม้ว่าปริมาณการผลิตนมในโอซีเนียและสหรัฐฯ จะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นก็ตาม
                     3. เนยแข็ง นมผงเต็มมันเนย และ เนย เป็นผลิตภัณฑ์นมสำคัญที่มีการผลิตเพิ่มขึ้น
                         คาดว่าการผลิตนมผงเต็มมันเนย เนยแข็งและเนยของโลกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ขณะที่การผลิตนมผงขาด
    มันเนยของโลกจะลดลงร้อยละ 4 โดยการผลิตในประเทศที่มิใช่สมาชิก OECD คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากการลงทุนเพื่อการแปรรูปเพิ่มขึ้น ส่วนในประเทศสมาชิก OECD มีเพียงการผลิตเนยแข็งและนมผงเต็มมันเนยเท่านั้นที่จะเพิ่มขึ้น ขณะที่ เนยและนมผงขาดมันเนยจะลดลง
                        ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การผลิตนมผงเต็มมันเนยเพิ่มขึ้นคือ การใช้เพื่อทดแทนการผลิตนมในพื้นที่ที่ขาดแคลนและปริมาณนมลดลงในบางฤดูกาล ปริมาณการค้านมผงเต็มมันเนยของโลกเป็นครึ่งหนึ่งของการผลิตนมผงเต็มมันเนย ของโลก และคาดว่ายังคงเป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีความสำคัญที่สุดในการค้าระหว่างประเทศ คาดว่านิวซีแลนด์และสหภาพยุโรปเป็นผู้ส่งออกที่มีความสำคัญในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ออสเตรเลียและอาร์เจนตินากำลังให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น การนำเข้าในบางประเทศเช่น ซาอุดิอาระเบีย มาเลเซีย และ แอฟริกาเหนือคาดว่าเพิ่มขึ้นตลอดช่วงเวลา 10 ปี ขณะที่การนำเข้าในบางประเทศเช่นจีนและบราซิลอาจเพิ่มขึ้นบางปีเนื่องจาก สามารถผลิตได้เอง
                        คาดว่าเนยแข็งยังคงเป็นผลิตภัณฑ์นมที่สำคัญที่สุดในโลก เนื่องจากปริมาณการผลิตเป็นร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์นมทั้งหมดในตลาดโลก ในปี 2557 คาดว่าเนยแข็งร้อยละ 40 ของโลกผลิตที่สหภาพยุโรปและร้อยละ 25 ผลิตที่อเมริกาเหนือ  และคาดว่าปริมาณการผลิตเนยแข็งของประเทศที่มิใช่สมาชิกOECD จะเติบโตร้อยละ 29 ในช่วง 10 ปีที่คาดการณ์  โดยโอซีเนียและสหภาพยุโรปยังคงเป็นผู้ส่งออกที่มีความสำคัญที่สุดในตลาดโลก และมีส่วนแบ่งตลาดส่งออกเป็นร้อยละ 80  ส่วนประเทศที่เป็นผู้นำเข้าสำคัญได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ซาอุดิอาระเบีย และรัสเซีย
                       สำหรับการผลิตเนยของโลกในช่วงปี 2547 - 2557 คาดว่ามาจากประเทศที่มิใช่สมาชิก OECD และเพิ่มขึ้นร้อยละ 35  โดยประเทศอินเดียเป็นผู้ผลิตเนยรายใหญ่ที่สุดของโลก คาดว่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 ต่อปี สำหรับประเทศที่เป็นสมาชิก OECD จะมีการใช้นมสดในการผลิต fresh dairy product ,เนยแข็งและนมผงเต็มมันเนยเพิ่มขึ้น แต่ผลิตนมผงขาดมันเนยลดลง ทั้งนี้รัสเซียยังคงเป็นประเทศหนึ่งที่นำเข้าเนยที่สำคัญที่สุดของโลกเช่น เดียวกับประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ การนำเข้าเนยของสหภาพยุโรปยังคงมีความสำคัญในช่วงเวลาที่คาดการณ์ โดยนำเข้าจากนิวซีแลนด์ตามโควตาที่จัดสรร
                      การผลิตนมผงขาดมันเนยของโลกที่ลดลงเนื่องจาก ในสหภาพยุโรปและสหรัฐฯผลิตลดลงร้อยละ 25 และ ร้อยละ 33 ตามลำดับ ในประเทศที่มิใช่สมาชิก OECD บริโภคนมขาดมันเนยแบบเหลวและนมผงขาดมันเนยมีความสำคัญน้อยกว่าผลิตภัณฑ์นม อื่น ทำให้คาดว่าการค้านมผงขาดมันเนยในช่วง 10 ปีหน้า ยังคงมีแรงซื้ออ่อนแบะลดลง ส่วนแบ่งการส่งออกนมผงขาดมันเนยของสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว คาดว่าถูกแทนที่โดยกลุ่มประเทศโอซีเนีย อาร์เจนตินาและยุโรปตะวันออก บริษัท LICONSA(Leche Industialization) ซึ่งเป็นบริษัทของเม็กซิโกที่ขายนมผงขาดมันเนยให้แก่ประเทศยากจน คาดว่าจะเพิ่มปริมาณการใช้ภายในประเทศ เพื่อทดแทนการนำเข้านมผงขาดมันเนยจากต่างประเทศ
                   4. ความต้องการผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นเกิดจากประเทศที่มิใช่สมาชิก  OECD ( กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา )
                       ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การบริโภคนมและผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้นยังคงเป็นอัตราการ ขยายตัวของประชากรและภาวะเศรษฐกิจ นอกจากนั้น ความต้องการบริโภคยังถูกกระตุ้นด้วย ผลิตภัณฑ์ใหม่ การขยายตัวของสิ่งอำนวยความสะดวกในการแช่เย็น การปรับปรุงอายุสินค้า(Shelf Life)  การตลาดและการบรรจุหีบห่อ อย่างไรก็ตามอัตราการบริโภคนมยังคงมีข้อจำกัด ในประเทศสมาชิก OECD  คาดว่าปริมาณการบริโภคผลิตภัณฑ์นมลดลง ยกเว้นเนยแข็ง ที่จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 ในปี 2557  แต่ การบริโภคผลิตภัณฑ์นมในประเทศที่มิใช่สมาชิก OECD คาดว่าจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด โดยคาดว่าการบริโภคเนย เนยแข็ง และนมผงเต็มมันเนยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี ส่วนนมผงขาดมันเนยจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ต่อปี ประเทศที่มีอัตราการบริโภคเพิ่มขึ้นมากที่สุดคือ จีน โดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 50-70 ในปี 2557
                       ความกังวลของผู้บริโภคคาดว่าจะมีความสำคัญทั้งประเทศที่เป็นสมาชิก OECD และมิใช่สมาชิก โดยจะคำนึงถึงความปลอดภัยมากกว่าประโยชน์และความสะดวก ทั้งนี้แนวโน้มการบริโภคดังกล่าวถูกกระตุ้นโดย อัตราเติบโตของรายได้ ช่วงอายุของประชากร การเปลี่ยนแปลงแนวทางการดำเนินชีวิต(lifestyles) และการเติบโตของการให้บริการด้านอาหาร 
                    5.  ปริมาณการผลิตนมในโอซีเนียกำลังฟื้นตัวจากปัจจุบัน
                         ปัญหาน้ำท่วมและอากาศที่หนาวเย็นในนิวซีแลนด์ จะทำให้ปริมาณการผลิตนมลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน และมีผลต่อปริมาณการขายผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลก ถ้าภาวะอากาศเป็นปกติ ปริมาณการผลิตนมคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 34 ในช่วงเวลาที่คาดการณ์ เนื่องจากจำนวนสต็อกโคนมที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การผลิตที่ขยายตัวคาดว่ายังคงต่ำกว่าปีก่อน ค่าเงินนิวซีแลนด์ที่แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้รายได้การส่งออกไม่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าฟอนเทอร่าจะมีนโยบายในการซื้อขายเงินต่างประเทศล่วงหน้าก็ตาม  คาดว่าประเทศนิวซีแลนด์จะกลายเป็นผู้ผลิตนมผงที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเพื่อ รองรับความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก
                        ปริมาณการผลิตนมในออสเตรเลียกำลังฟื้นตัวหลังจากผ่านช่วงเวลาแห้งแล้งในสอง ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ปริมาณการผลิตนมจะยังไม่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากปริมาณอาหารสัตว์และน้ำ ชลประทานที่สำรองไว้ยังน้อยกว่าช่วงก่อนเกิดภัยแล้ง ถ้าสภาวะอากาศเป็นปกติ คาดว่าปริมาณน้ำนมดิบจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและ จำนวนสต็อกโคนมที่เพิ่มขึ้น แต่จะไม่เท่ากับปริมาณน้ำนมดิบในช่วงสิบปีก่อน(ก่อนภัยแล้ง) และคาดว่า ในปี 2557 ปริมาณการผลิตนมจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 โดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นปีละร้อยละ 1.7
                    6. ผลิตภัณฑ์นมของสหรัฐฯกำลังดีขึ้นจากปัจจุบัน
                        ปริมาณการผลิตนมในช่วงสองปีที่ผ่านมาของสหรัฐฯไม่เพิ่มขึ้น ด้วยคุณภาพอาหารหยาบที่ต่ำลงและความเป็นไปได้ในการใช้ฮอร์โมน Bovine Somatrotophin(BST)  ที่ลดลงทำให้ปริมาณการผลิตนมในปี 2547 ต่ำกว่าปีก่อน  ส่วนปริมาณการผลิตนมในปี 2548 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ราคาผลิตภัณฑ์นมที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนอาหารสัตว์ที่ต่ำลงและ การใช้ BST กลับเป็นปกติ และคาดว่าปริมาณการผลิตนมในปี 2557 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 จากปี 2547 เป็น 89 ล้านตัน เนื่องจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น ทางด้านจำนวนสต็อกนมผงขาดมันเนยและการส่งออกคาดว่าจะลดลงในช่วงเวลาที่คาด การณ์(2549-2557) เนื่องจากราคานมผงขาดมันเนยในประเทศที่ไม่เปลี่ยนแปลงและมากกว่าระดับราคา ที่สนับสนุน(support prices)
                     7. ปริมาณการผลิตนมของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเป็นไปตามโควตาที่จัดสรร
                         ในสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปริมาณผลิตภัณฑ์นมที่จำหน่ายในตลาดโลกเป็นร้อยละ 25 ของปริมาณทั้งหมด คาดว่าปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 จากปี 2549 ถึงปี 2551 ตามการปฏิรูปนโยบายเกษตรร่วมในปี 2546 จำนวนโควตานมในสหภาพยุโรป 15 ประเทศ คาดว่าเพิ่มขึ้นไม่มาก เนื่องจากจำนวนฝูงโคนมที่ลดลงในระยะยาว แต่ความเป็นไปได้ทางการตลาดนมของสหภาพยุโรป 10 ประเทศ คาดว่าเติบโตเนื่องจากจำนวนโควตาที่ได้รับเพิ่มขึ้นและส่วนใหญ่เป็นการใช้ ภายในฟาร์ม(ร้อยละ 20 ของปริมาณการผลิตทั้งหมด)  การผลิตและการส่งออกนมผงขาดมันเนยและเนยคาดว่าลดลงอย่างรวดเร็วเนื่องจาก ความต้องการบริโภคเนยแข็งที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ประกอบการต้องผลิตเนยแข็ง เพิ่มขึ้น และคาดว่าการผลิตและส่งออกนมผงเต็มมันเนยของสหภาพยุโรปจะลดลง
    ปานกลางในช่วงที่คาดการณ์(2547-2557)
                      8. ปริมาณการผลิตนมของประเทศในกลุ่มลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างมาก
                          ในอเมริกาใต้ซึ่งยังคงใช้ระบบการเลี้ยงโคนมที่ต้นทุนต่ำโดยปล่อยทุ่งหญ้า และภายใต้สมมติฐานที่ว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่า ลง ทำให้อเมริกาใต้มีความสามารถทางการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลกเพิ่ม ขึ้น
                          เนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลกที่สูงขึ้นและผลตอบแทนการเลี้ยงโคนมใน อาร์เจนตินาที่สูงขึ้นทำให้ปริมาณการผลิตนมในปี 2547 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดว่าในปี 2549 ปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในทศวรรษที่ 1990 สำหรับในปี 2557 ปริมาณการผลิตนมของอาร์เจนตินาคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 จากปี 2548 (ร้อยละ 4 ต่อปี)เนื่องจากการผลิตนมให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นและฝูงโคที่มีคุณภาพมากที่สุด ภายหลังเกิดวิกฤตโคนมในปี 2543 - 2545
                          บราซิลเป็นผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์นมรายใหญ่ของโลกมาหลายปี โดยเฉพาะการนำเข้านมผงเต็มมันเนย อย่างไรก็ตามการผลิตนมและผลิตภัณฑ์ของบราซิลก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกันจึงทำ ให้การนำเข้าลดลง คาดว่าการผลิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 ต่อปี และการบริโภคก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกันเนื่องจากโครงการนมโรงเรียนของรัฐบาล และการเพิ่มศักยภาพเพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์นมในช่วง 10 ปีข้างหน้า 
                         เช่นเดียวกับประเทศขนาดเล็กอื่น ๆ เช่น อุรุกวัยและปารากวัยซึ่งมีทุ่งหญ้าขนาดใหญ่และจำนวนประชากรน้อย จึงคาดว่าประเทศดังกล่าวจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม การเติบโตด้านผลิตภัณฑ์นมของประเทศดังกล่าวยังคงต่ำในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเช่นนี้ต่อไป
                    9.  ความต้องการผลิตภัณฑ์นมในเอเชียกำลังกระตุ้นให้มีการพัฒนาในอุตสาหกรรมนม
                        การผลิตนมในจีนยังคงเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้นมและผลิตภัณฑ์นมเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ การผลิตเติบโตเพิ่มขึ้นเนื่องจากการขยายฝูงโคนม คาดว่าในช่วงที่คาดการณ์(2547-2557)ปริมาณการผลิตนมของจีนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.5 ต่อปี ในขณะที่อัตราการให้น้ำนมของแม่โคยังไม่ปรับปรุงให้เพิ่มขึ้นจากสิบปีก่อน และจีนยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในด้านความเสื่อมโทรมกับทุ่งหญ้า,การขาดแคลนน้ำ ,การขาดแคลนอาหารสัตว์และแม่โคคุณภาพสูง การผลิตในจีนยังคงไม่สมดุลโดยปริมาณการผลิตเกินความต้องการในภาคตะวันตกใน ขณะที่ภาคตะวันออกยังมีปริมาณนมไม่เพียงพอต่อการบริโภค การเติบโตของการบริโภคผลิตภัณฑ์นมของจีนคาดว่าจะถูกตอบสนองด้วยการผลิตภายใน ประเทศ อย่างไรก็ตาม การผลิตนมของจีนยังมีข้อจำกัด ทำให้ต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์นม
                        การผลิตนมของอินเดียในทศวรรษหน้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 ต่อปี หลังจากในทศวรรษนี้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ต่อปี เนื่องจากเป็นผู้ผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยร้อยละ 57 เป็นนมกระบือและที่เหลือเป็นนมโค ทั้งนี้อัตราการให้นมของโค กระบือ ในอินเดียยังคงต่ำ แต่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี ในทศวรรษหน้า เนื่องจากโครงการของรัฐบาล ที่เรียกว่า Operation Flood ซึ่งดำเนินการในช่วงปี 2513 ถึง 2539 โดยพัฒนาระบบการผลิตนมของอินเดียให้ทันสมัยขึ้น ด้วยการปรับปรุงการตลาดและการกระจายผลิตภัณฑ์นมสู่ผู้บริโภคชาวอินเดีย อย่างไรก็ตาม อินเดียเป็นชาติที่มีปริมาณการผลิตนมมากที่สุดและเป็นฟาร์มขนาดเล็ก (ร้อยละ 70 เลี้ยงโคกระบือ 2 ตัว) แต่ยังไม่สามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้ เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศเพิ่มขึ้น เพราะว่ารายได้และประชากรเพิ่มขึ้น 
  • ประเด็นสำคัญและความไม่แน่นอน(Key issues and uncertainties)
                  นมเป็นสินค้าเหมือนสินค้าเกษตรอื่น ซึ่งมีปัจจัยของความไม่แน่นอนที่มีผลต่อระบบของตลาดนมและผลิตภัณฑ์นม คือ อากาศ ระบบเศรษฐกิจ สภาวะแวดล้อม นโยบาย ซึ่งล้วนแต่มีอิทธิพลต่อระบบตลาดนม รวมถึง การพัฒนาในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเงินซึ่งมีอิทธิพลค่อนข้างสูง เนื่องจากระบบการค้าผลิตภัณฑ์นมในตลาดโลกจะอิงกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ แต่ประเทศผู้ผลิตและส่งออกจะขึ้นอยู่กับประเทศในแถบ Ocenia ยุโรป และ อเมริกาใต้ สรุปดังนี้
                  1. นโยบายด้านผลิตภัณฑ์นม
                      การพัฒนาด้านนโยบายผลิตภัณฑ์นมคาดว่าจะเป็นสิ่งสำคัญในตลาด เนื่องจากการผลิตนมในประเทศสมาชิก OECD เกือบทุกประเทศมีการสนับสนุนอย่างมาก การค้าผลิตภัณฑ์นมระหว่างประเทศต้องเผชิญกับอัตราภาษีสูงที่สุดในสินค้า เกษตรทั้งหมด ด้วยการกำหนดโควตาภาษี (Tress : Tariff Quotas) ซึ่งเก็บภาษีนำเข้าในโควตาอัตราต่ำและใช้การสนับสนุนการส่งออกและมาตรการ สนับสนุนทางการค้าอื่นๆ ดังนั้น ข้อตกลงขององค์การการค้าโลกจึงมีอิทธิพลต่ออนาคตของตลาดผลิตภัณฑ์นม นอกจากนั้น อุตสาหกรรมนมต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและสวัสดิ์ภาพสัตว์ และในอนาคตยังต้องเผชิญกับ ความเสื่อมโทรมของทุ่งหญ้า ปริมาณน้ำที่จำกัด มลภาวะทางน้ำ และ การปล่อยก๊าซมีเทนออกสู่บรรยากาศ
                  2. โลกาภิวัตร globalisation)
                     การแปรรูปผลิตภัณฑ์นมมีการปรับโครงสร้างอย่างรวดเร็วด้วยการรวมกิจการ (mergers) ความร่วมทุนกับต่างประเทศ(joint-ventures) การลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติ(foreign direct investment) และการเข้าถือสิทธิ(acquisition)  เนื่องจากอุตสาหกรรมนมต้องเผชิญกับการรวมตัวอย่างรวดเร็วและการค้าปลีกที่ ขยายตัว โดยเฉพาะประเภท discount store ที่ทำให้ผู้ผลิตต้องพยายามลดต้นทุนการผลิต นอกจากนั้น ในประเทศพัฒนาแล้วยังมีการกำหนดโควตาการผลิตซึ่งเป็นอุปสรรคของผู้แปรรูปภาย ในประเทศ ดังนั้นอุตสาหกรรมการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมจึงพยายามปรับตัวเข้าสู่โลกาภิวัตร
                 3. ตลาดที่ไม่เป็นทางการ(informal market) กระทบต่อการมีส่วนร่วมทางการค้าของประเทศกำลังพัฒนา
                    ในประเทศกำลังพัฒนา การลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติและบริษัทผลิตภัณฑ์นมร่วมทุนมีจำนวนเพิ่ม ขึ้น อีกทั้งรัฐบาลส่งเสริมให้เพิ่มการผลิตน้ำนมดิบซึ่งปรับปรุงทั้งประสิทธิภาพ การผลิตและคุณภาพการผลิต อย่างไรก็ตามการผลิตนมและผลิตภัณฑ์นมในประเทศกำลังพัฒนายังมีการ ผลิตอย่างกว้างขวางและตลาดมีทั้งเป็นทางการ(พาณิชย์)และไม่เป็นทางการ ทั้งนี้ตลาดที่ไม่เป็นทางการยังคงมีความสำคัญมาก ทั้งสองตลาดมีโครงสร้างที่ต่างกัน  ตลาดที่เป็นทางการต้องเผชิญกับมาตรฐานสินค้าและการแข่งขันทางการค้าที่เพิ่ม ขึ้นเนื่องจากการเติบโตของตลาดในเมือง ในขณะที่ตลาดไม่เป็นทางการผลิตสินค้าต้นทุนต่ำและไม่มีมาตรฐานซึ่งครองตลาด ในชนบท ตลาดไม่เป็นทางการพบมากในประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะประเทศส่วนใหญ่ในทวีป แอฟริกา ประเทศอินเดียและปากีสถาน ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงตลาดไม่เป็นทางการคือการเติบโตของเมือง การลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน และ การปรับปรุงเทคโนโลยีการสื่อสาร ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ การขยายเงินลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างชาติและการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ การเปลี่ยนแปลงความพึงพอใจและโภชนาการของผู้บริโภค และ โอกาสทางการค้า
                    การแทรกแซงตลาดผลิตภัณฑ์นมของรัฐบาลกำลังลดลง เนื่องจาก สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมและผู้ประกอบการที่แปรรูปนมต้องการเพิ่มความสามารถทาง การแข่งขัน นโยบายของรัฐบาล เช่น สต็อกสาธารณะ การสนับสนุนการส่งออกนมผงขาดมันเนยและเนยคาดว่าจะถูกแทนที่ด้วยความต้องการ บริโภคสินค้าที่หลากหลาย  ปัจจุบันตลาดส่วนผสม(ingredient)เติบโตอย่างรวดเร็วและมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ใหม่อย่างรวดเร็วซึ่งจะมีผลต่อโครงสร้างอุตสาหกรรมนมในอนาคต  ความสามารถในการสร้างรายได้จากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ขึ้นอยู่กับการลด ความเสี่ยงทางการตลาดของสหกรณ์หรือธุรกิจและการจำกัดการเคลื่อนไหวของราคา น้ำนมดิบ  ในขณะที่ ธุรกิจในตลาดเฉพาะจะเกิดการพัฒนาเช่นกัน ได้แก่ ตัวกรองนมชนิดไมโครและอัลตรา (micro and ultra) ซึ่งทำให้ความสามารถในการแยกองค์ประกอบนมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ โปรตีนนมเพื่อความหลากหลายในวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ใน nutraceutical , cosmeceuticals และ pharmaceuticals ซึ่งให้ผลตอบแทนสูง
                 4. มาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยกลายเป็นบรรทัดฐาน
                     ความสามารถในการประกันคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารจะเป็นปัจจัยสำคัญใน อนาคต ทางด้านความปลอดภัยของอาหารและสุขภาพ รวมทั้งระบบตรวจสอบย้อนกลับกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้ผู้ผลิตต้องยอมรับ เทคโนโลยีใหม่ ตลาดผลิตภัณฑ์นมในอนาคตต้องเข้าถึงผู้บริโภค ส่วนแบ่งการตลาดผลิตภัณฑ์นมอาจจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นอุตสาหกรรมนมจำเป็นต้องรักษาภาพพจน์เพื่อที่จะสร้างความสามารถทางการ แข่งขัน ในประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรายได้เพิ่มขึ้นทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงพฤตกรรมการ บริโภคจากบริโภคธัญพืชเป็นโปรตีน ดังนั้นภาพพจน์ของผลิตภัณฑ์นมจะเป็นปัจจัยสำคัญเนื่องจากผู้บริโภคกลุ่มนี้ พัฒนานิสัยการบริโภคและมีพฤติกรรมการควบคุมอาหาร
 

ประเทศสมาชิก OECD ประกอบด้วย 30 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยี่ยม แคนาดา สาธารณรัฐเชค เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้  ลักเซมเบิร์ก เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สาธารณรัฐสโลวัก สเปน สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ ตุรกี สหราชอณาจักรและสหรัฐอเมริกา
 

 จาก หนังสือ Agricultural Outlook OECD-FAO 2005-2014 ที่เผยแพร่ทางเว็บไซด์ของ FAO

เรียบเรียงโดย กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์
วันที่เผยแพร่ 21 พฤศจิกายน 2006

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2012 เวลา 11:10 น.
 

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าสนใจ

ช่องทางการร้องเรียน

สามารถร้องเรียน และตรวจสอบการดำเนินงานได้ โดยผ่านช่องทางการติดต่อ ดังนี้

1.  ทางไปรษณีย์  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์   กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม. 10400)

2.  ทางโทรศัพท์  0 2653 4444  ต่อ 3311

3.  ทางโทรสาร 0 2653 4928

4.  ทาง e-mail : gtransfer@dld.go.th

5.  ร้องเรียนด้วยตนเอง  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์  อาคารชัยอัศวรักษ์  ชั้น 5  กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม.  10400)


 

Copyright 2013. Bureau of Livestock Extension and Development. All right reserved.
พัฒนาเว็บไซต์ โดย นางสาวเยี่ยมพร  ภิเศก

โทรศัพท์ 0 2653 4444  ต่อ 3365 โทรสาร 0 2653 4928  E-mail : transfer6[at]dld.go.th

การปฏิเสธความรับผิด // ประกาศนโยบายเว็บไซต์
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL. เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย Joomla! LaiThai

Valid XHTML and CSS.