นับจำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้19
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้128
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้417
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว945
mod_vvisit_counterเดือนนี้3087
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด795164

Your IP 103.55.140.129
Today: 24 ต.ค. 2019

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

เขตเสรีการค้า (FTA) กับสินค้าปศุสัตว์ PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2012 เวลา 11:11 น.

  •                รัฐบาลไทยมีนโยบายเชิงรุกในการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้นกับประเทศคู่ค้า จึงให้ความสำคัญในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในปัจจุบันไทยได้ทำความตกลงการค้าทวิภาคีกับประเทศต่าง ๆ จำนวน 9 ประเทศ ได้แก่ จีน, ญี่ปุ่น, สหรัฐ, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์,  อินเดีย, BIMST-EC, เปรู และบาห์เรน โดยในระดับทวิภาคีไทยได้ทำความตกลงแล้วกับบาห์เรน จีน อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
                   การจัดทำเขตการค้าเสรีมีหลักการสำคัญในการทะลายกำแพงภาษีศุลกากรระหว่างกัน และขจัดอุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษีต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย เช่น   โควตาภาษี มาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช  การอุดหนุนทั้งการผลิตภายในประเทศและการส่งออก การไต่สวนในข้อหาทุ่มตลาด  หรือ อุปสรรคด้านการห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตร เป็นต้น รวมทั้งรุกขยายตลาดการค้าและการลงทุน กระจายแหล่งส่งออกและนำเข้า สร้างพันธมิตรที่จะเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจแก้ไข ป้องกันปัญหา อุปสรรค และหาลู่ทางขยายการค้าและการลงทุน การทำเขตการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้า จึงเป็นยุทธวิธีสำคัญด้านหนึ่งที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว โดยให้ความสำคัญลำดับต้น ๆ แก่ประเทศที่เป็นหรือมีแนวโน้มจะเป็นตลาดใหญ่ใหญ่ของไทย           
                 การจัดทำเขตการค้าเสรีจะส่งผลกระทบด้านบวกต่อเศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามไม่อาจปฏิเสธได้ว่าผลกระทบด้านลบก็มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจและ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยอย่างใหญ่หลวงด้วยเช่นกัน ถ้าการปฏิบัติตามหลักการที่คาดหวังไว้กับการปฏิบัติที่เป็นจริงไม่สามารถ ดำเนินการได้ เช่น การบังคับให้ประเทศกำลังพัฒนาเปิดตลาดรับสินค้าจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง เสรี  แต่ในทางตรงข้ามประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงดำเนินการและมีมาตรการต่าง ๆ ที่กีดกันไม่ให้สินค้าเกษตรเข้าประเทศได้อย่างเสรี  นอกจากนี้สินค้าเกษตรหลายรายการประสบปัญหาด้านการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจาก ต่างประเทศที่ไหลเข้ามาพร้อมกับเงื่อนไขการลดภาษี และทำให้เกษตรกรรายย่อยที่ผลิตสินค้าชนิดนั้นต้องเผชิญกับปัญหาราคาผลผลิตตก ต่ำ เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าเกษตรราคาถูกจากต่างประเทศได้ ส่งผลให้การผลิตและปริมาณการผลิตภายในประเทศลดลงอย่างรวดเร็ว จนอยู่ในฐานะที่ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ  ต้องนำเข้าในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ  และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเกษตรกร นอกจากนี้ FTA ก็ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้เกษตรกรรายย่อยได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดที่สม เหตุผลกับแรงงานการผลิตและต้นทุนที่ได้ลงไป แต่ผลประโยชน์กลับตกอยู่แก่กลุ่มทุนธุรกิจการเกษตรครบวงจร เป็นต้น     
  • แนวทางการเจรจาความตกลงการค้าเสรี           
                 การเจรจาความตกลงการค้าเสรี แบ่งกลุ่มการเจรจาออกเป็น ๒ กรอบ คือ กรอบการลดภาษี เป็นการเจรจาเพื่อขอให้มีการลดภาษีในทุกรายการสินค้าให้เหลือร้อยละ ๐ เร็วที่สุด มีสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการเจรจา และกรอบการเจรจาด้านสุขอนามัย เป็นการเจรจาเพื่อขอให้ประเทศคู่ค้าผ่อนผันความเข้มงวดในการปฏิบัติทางด้าน สุขอนามัยและสุขอนามัยพืชของประเทศคู่ค้า มี สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เป็นหน่วยงานหลักในการเจรจา 
  • แนวทางการลดภาษีสินค้า
                  1)  รายการสินค้าปศุสัตว์

                   สินค้าปศุสัตว์และสินค้าที่เกี่ยวข้อง มีทั้งหมด 6 ตอน ดังนี้

ตอนที่

 รายการสินค้า

รายละเอียด

อัตราภาษี

01

สัตว์มีชีวิต

- สัตว์มีชีวิตสำหรับทำพันธุ์
- สัตว์มีชีวิตสำหรับวัตถุประสงค์อื่น ๆ

0
5  - 40

02

เนื้อสัตว์และส่วนอื่นของสัตว์ที่บริโภคได้

เนื้อสัตว์ ส่วนอื่นของสัตว์ที่บริโภคได้ มันหมู
เนื้อและส่วนอื่นของสัตว์ใส่เกลือแห้งรมควัน

60

04

นมและผลิตภัณฑ์นม
ไข่สัตว์ปีก
น้ำผึ้งธรรมชาติ

5-65

05

ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ไม่ได้
ระบุหรือรวมไว้ที่อื่น

ขนสัตว์ กระดูกสัตว์ เชื้อพันธุ์สัตว์เครื่องในสัตว์

0-30

16

ของปรุงแต่งจากเนื้อสัตว์

ไส้กรอกและผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน
ทำด้วยเนื้อสัตว์ ส่วนอื่นของสัตว์หรือเลือดสัตว์ 
รวมทั้งอาหารปรุงแต่งที่มีส่วนผสม
ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นหลัก

60

23

กากและเศษที่เหลือจากอุตสาหกรรมผลิตอาหาร อาหารที่จัดทำไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์

อาหารสุนัขและแมว

10

                2) รูปแบบการลดภาษี
                    การลดภาษี แบ่งรายการสินค้าเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าทั่วไป (Normal Track) และกลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Track)  มีรายละเอียดดังนี้
                    1. กลุ่มสินค้าทั่วไป (Normal Track ) กำหนดอัตราภาษีลดลงในแต่ละปีจนเหลือเท่ากับร้อยละ 0 ในปีสุดท้าย โดยทั่วไปแล้วสินค้ากลุ่มนี้จะใช้ระยะเวลาประมาณ 5 ปี ในการทยอยลดภาษี และมีสินค้าบางกลุ่มที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันหรือเป็นสินค้าที่ไทยต้อง การให้มีการนำเข้าเพิ่มมากขึ้น เช่น พันธุ์สัตว์ วัตถุดิบที่จำเป็นต้องใช้แต่ไม่สามารถผลิตได้ภายในประเทศหรือมีไม่เพียงพอ กับความต้องการ และการนำเข้าก็ไม่ได้กระทบกระเทือนต่อเกษตรกร สินค้ากลุ่มนี้สามารถลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ได้ทันทีหลังจากที่ได้มีการลงนามความตกลงกัน
                   2. กลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Track) เป็น กลุ่มสินค้าที่หากมีการลดภาษีแล้วจะส่งผลให้มีการนำเข้าสินค้าเหล่านี้เพิ่ม มากขึ้นจนส่งผลกระทบต่อการผลิตของเกษตรกรและผู้ประกอบการภายในประเทศ ดังนั้นการลดภาษีในสินค้ากลุ่มนี้จึงต้องใช้ระยะเวลาและค่อย ๆ ลดอัตราภาษีลง รวมทั้งบางรายการอาจจำเป็นต้องมีมาตรการปกป้องพิเศษ (Special Safeguard) ซึ่ง หมายถึงมีการกำหนดปริมาณการนำเข้าในแต่ละปี ถ้าในปีใดมีการนำเข้ามากกว่าปริมาณที่กำหนดก็จะเรียกเก็บภาษีในอัตราปกติ ซึ่งเป็นอัตราที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าเท่าเทียมกับประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ที่ไม่ได้ทำ FTA  
               3)  ท่าทีและรูปแบบการลดภาษีสินค้าปศุสัตว์  แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
                   1. ลดภาษีสินค้าปศุสัตว์ของไทยเหลือร้อยละ 0 ทันทีหรือภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยไม่มีเงื่อนไข ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีอัตราภาษีร้อยละ 0 อยู่แล้ว หรือเป็นรายการสินค้าที่สามารถลดอัตราภาษีได้โดยไม่มีผลกระทบต่อเกษตรกร
                   2. ลดภาษีสินค้าปศุสัตว์ของไทยในกรณีของรายการสินค้าอ่อนไหว ต้องใช้ระยะเวลาในการลดภาษีนานระหว่าง 10-15 ปี ส่วนใหญ่เป็นสินค้าหมวดเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และผลิตภัณฑ์นม
                   3. ลดภาษีสินค้าปศุสัตว์ของไทยกรณีเป็นสินค้าที่มีโควตานำเข้าและต้องยกเลิกภายใน 20 ปี คือ น้ำนมและนมผงพร่องมันเนย 

  • ความก้าวหน้าการจัดทำ FTA             
                  1. ไทย-จีน ลงนามกรอบความตกลงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2546 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2546 ในหมวดผักผลไม้ ส่วนสินค้าหมวดอื่น ๆ ยังไม่มีการเจรจาลดภาษี แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีการทำ FTA ระหว่างอาเซียน-จีน ดังนั้นจึงให้อนุโลมปฏิบัติตามแนวทางการลดภาษีภายใต้กรอบความร่วมมือนี้
                  2. อาเซียน-จีน อา เซียนและจีนได้ตกลงให้เลื่อนวันเริ่มลดภาษีจากวันที่ 1 กรกฎาคม 2548 ออกไปเป็นวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 เนื่องจากจีนและอาเซียนบางประเภทเกิดความล่าช้าของกระบวนการออกประกาศการลด ภาษีและการบังคับใช้ทางกฎหมาย ทั้งนี้ สมาขิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศและจีน จะยกเลิกภาษีสินค้า หรือเปิดเสรีภายในวันที่ 1 มกราคม 2553
                   สำหรับรูปแบบการลดภาษีสินค้าแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสินค้าปกติและกลุ่มสินค้าอ่อนไหว ส่วนประเด็นการลดภาษีของสินค้าที่มีโควตาภาษี (TRQ) อาเซียนและจีนตกลงให้นำข้อสรุปจากการศึกษาของคณะกรรมการความร่วมมือว่าด้วยการดำเนินการภายใต้ความตกลง CEPT สำหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน (CCCA) เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อสินค้า TRQ ของประเทศอาเซียน เพื่อเสนอให้ที่ประชุมคณะเจรจาอาเซียน-จีน พิจารณาต่อไป
                    กรอบการลดภาษีตามปกติ (Normal Track) จะมีการลดภาษีเหลือ 0% ในปี 2553 และมีสินค้าไม่เกิน 150 รายการ สามารถยกเลิกภาษีไม่เกินปี พ.ศ. 2555
                    สินค้าอ่อนไหว (Sensitive Track) ซึ่ง จะสามารถชะลอการลดภาษีออกไปถึงปี 2561 โดยจะกำหนดรายการสินค้าได้ไม่เกิน 400 รายการ และมีมูลค่ารวมไม่เกินร้อยละ 10 ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด ทั้งนี้สามารถมีสินค้าอ่อนไหวสูง (Highly Sensitive List) ได้ไม่กิน 100 รายการ และมีกรอบข้อตกลงการลดภาษีแบบต่างตอบแทนรายการสินค้าระหว่างอาเซียน-จีน 
                    สำหรับสินค้าปศุสัตว์ อยู่ในกรอบการลดภาษีตามปกติ 
                  3. ไทย-ออสเตรเลีย   ทั้งสองประเทศได้ประกาศร่วมกันเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 ถึงเจตนารมณ์ที่จะเริ่มการเจรจาจัดทำความตกลง CER-FTA โดยจะมีขอบเขตกว้างกว่าการจัดทำ FTA (FTA Plus) ซึ่งนอกจาก จะเป็นการเปิดเสรีด้านการค้าสินค้า บริการและการลงทุน แล้วยังรวมถึงความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาต่างๆ ที่มีความสนใจร่วมกันด้วย  โดยนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปลงนามในความตกลงที่ประเทศออสเตรเลียในวันที่ 5 กรกฏาคม 2547  ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2548 โดยในหมวดสินค้าปศุสัตว์ ได้กำหนดแนวทางการลดภาษีสินค้าอ่อนไหว  คือ นมข้น Buttermilk ระยะเวลาการลดภาษี 10 ปี ในปีพ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)    เนื้อ นม เนย เนยแข็ง เครื่องในสัตว์ ระยะเวลาการลดภาษี 15 ปีในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020) และหางนมผง ระยะเวลาการลดภาษี 20 ปี ในปี พ.ศ. 2568 (2058)
                 4. ไทย-นิวซีแลนด์  สมัยที่พันตำรวจโททักษิณ  ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และนาง Helen Clark นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ได้หารือกันที่จะทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างกัน โดยกำหนดแนวทางการเจรจาให้สอดคล้องกับหลักการของ WTO และความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับการค้าเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น (Closer Economic Partnership:CEP) เพื่อ ให้เกิดความสะดวก และสร้างโอกาสที่จะสนับสนุนกิจกรรมทางการค้า การลงทุน การประกอบการและการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งสองฝ่าย รวมทั้งลดอุปสรรคทางการค้า เพื่อให้การค้าขยายตัวเพิ่มขึ้น สนับสนุนความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนทางด้านวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งผลการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่รอบที่ 4 ณ กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 1-5 พฤศจิกายน 2547 คณะ รัฐมนตรีของไทยได้ให้ความเห็นชอบ และในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ณ กรุงเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ นายกรัฐมนตรีของทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันประกาศแสดงความยินดีกับความคืบหน้า อย่างรวดเร็วในการบรรลุผลเจรจา พร้อมกับมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองฝ่ายจัดทำบทความตกลงฯ และ ตารางภาษีให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ ๑ กรกฎาคม  ๒๕๔๘ 
                   5. ไทย-บาร์เรน  ลงนามกรอบความตกลง เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2545 โดยมีรายการสินค้าที่จะลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ทันที เท่ากับจำนวน 626 รายการ ในวันที่ 1 มกราคม 2548 และทยอยลดภาษีลงเหลือร้อยละ 0 ทั้งหมดในวันที่ 1 มกราคม 2553 สถานะปัจจุบันยังไม่มีการลดภาษี เนื่องจากรัฐบาลบาห์เรนอยู่ระหว่างพิจารณาออกประกาศการลดภาษีตามข้อตกลง Early Harvest โดยเกิดความล่าช้าเนื่องจากมีปัญหาด้านการเมืองภายในประเทศและต้องการใช้เป็นกรณีต่อรองสำหรับการขอจัดตั้งธนาคารอิสลาม (Islamic Bank) ในไทย
                    6. ไทย-อินเดีย  ลงนามกรอบความตกลง เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2546 ลงนามกรอบความตกลง และในวันที่ 30 สิงหาคม 2547 ได้มีการลงนามการลดภาษีสินค้าเร่งลดภาษี (Early Harvest Scheme:EHS) ระหว่างกัน โดยมีผลบังคับใช้กับสินค้า EHS จำนวน 82 รายการ แบ่งเป็นสินค้าเกษตร 11 รายการ ประกอบด้วย (1) มังคุด/มะม่วง (พิกัดเดียวกัน) (2) องุ่น (3) แอปเปิล (4) ทุเรียน (5) เงาะ/ลำไย/ทับทิม (พิกัดเดียวกัน) (6)ข้าวสาลีดูรัม (7) ข้าวสาลี-อื่นๆ (8) ปลาซาร์ดีนปรุงแต่ง (9) ปลาแซลมอนปรุงแต่ง (10) ปลาแมกเคอเรลปรุงแต่ง และ (11) ปูปรุงแต่ง สินค้าเร่งลดภาษีจะลดภาษีลงร้อยละ 50,75 และ 100 ในวันที่ 1 กันยายน 2547, 1 กันยายน 2548 และวันที่ 1 กันยายน 2549 ตามลำดับ การเจรจาความตกลงเพื่อให้ได้ข้อบรรลุอยู่ในระหว่างการเจรจา
                     7. ไทย-ญี่ปุ่น     ไทยและญี่ปุ่นได้จัดทำความร่วมมือหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิด (Japan-Thailand Economic Partnership - JTEP) ซึ่งรวมถึงการทำ FTA ด้วย โดยในการเจรจาจะมองทั้งสองด้านคือ การลดภาษีและความร่วมมือ การหารือข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ญี่ปุ่นหรือ JTEP รอบ ที่ 5 เมื่อวันที่ 8-9 ธันวาคม 2547 ได้ข้อสรุปผลการเจรจาว่ามีความคืบหน้าในบทที่เกี่ยวกับความร่วมมือ โดยในส่วนความร่วมมือด้านการเกษตร ฝ่ายญี่ปุ่นมีท่าทีพยายามรับฟังและเน้นสุขอนามัยและความปลอดภัยของอาหาร และในส่วนของไทยยังคงยืนยันที่จะเจรจาขอให้ญี่ปุ่นถอนรายการสินค้าไก่ น้ำตาล และมันสำปะหลัง ออกจากรายการสินค้าอ่อนไหวของญี่ปุ่น ในขณะที่ยอมถอนข้าวออกจากการเจรจา  
                    8. ไทย-เปรู   การประชุมเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-เปรู รอบที่ 4 ระหว่างวันที่ 9-18 ตุลาคม 2548 ณ กรุงลิม่า โดยมี ดร. กันตธีร์ ศุภมงคล ผู้แทนการค้าไทย(TTR) หัวหน้าคณะการเจรจา ผลการประชุมพบว่า ผลการเจรจาคืบหน้าประมาณ 70% และยังถือว่าไม่บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ผู้นำสองฝ่ายต้องการให้มีการลงนามความตกลง FTA กันในช่วงการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) ที่ประเทศชิลี วันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 แต่ก็นับได้ว่ามีความคืบหน้าไปมาก ทั้งด้านการค้าบริการและการลงทุน แหล่งกำเนิดสินค้า รวมทั้งด้าน SPS ส่วนที่ยังเป็นปัญหาในการเจรจาคือ ด้านการค้าสินค้า โดยเฉพาะข้าว ไก่ น้ำตาล ซึ่งเปรูยังต้องการใช้มาตรการ Price Ban เนื่องจากเปรูห่วงสินค้าเกษตรและหวั่นเกรงไทย  เหตุผลที่ประเทศไทยทำ FTA กับ เปรู เพราะมองเห็นว่าเปรูจะเป็นประตูเข้าสู่ตลาดละตินอเมริกา จากการที่เปรูเป็นสมาชิกกลุ่มแอนเดรียที่มีข้อตกลงพิเศษกับสหรัฐฯและยุโรปใน การนำสินค้าเข้าตลาดได้โดยไม่เสียภาษี การที่คนไทยไปลงทุนในเปรูมากขึ้นจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยและใช้สิทธิ์ส่งสินค้าเข้า สหรัฐฯ และ EU   การเจรจาดำเนินการมาแล้วทั้งหมด 6 ครั้ง

    เรียบเรียงโดย กลุ่มความร่วมมือการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ สำนักส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์
    วันที่เผยแพร่ 13 พฤศจิกายน 2006
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2012 เวลา 11:12 น.
 

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าสนใจ

ช่องทางการร้องเรียน

สามารถร้องเรียน และตรวจสอบการดำเนินงานได้ โดยผ่านช่องทางการติดต่อ ดังนี้

1.  ทางไปรษณีย์  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์   กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม. 10400)

2.  ทางโทรศัพท์  0 2653 4444  ต่อ 3311

3.  ทางโทรสาร 0 2653 4928

4.  ทาง e-mail : gtransfer@dld.go.th

5.  ร้องเรียนด้วยตนเอง  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์  อาคารชัยอัศวรักษ์  ชั้น 5  กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม.  10400)


 

Copyright 2013. Bureau of Livestock Extension and Development. All right reserved.
พัฒนาเว็บไซต์ โดย นางสาวเยี่ยมพร  ภิเศก

โทรศัพท์ 0 2653 4444  ต่อ 3365 โทรสาร 0 2653 4928  E-mail : transfer6[at]dld.go.th

การปฏิเสธความรับผิด // ประกาศนโยบายเว็บไซต์
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL. เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย Joomla! LaiThai

Valid XHTML and CSS.