นับจำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้0
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้133
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้406
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว947
mod_vvisit_counterเดือนนี้2575
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด778134

Your IP 103.55.140.129
Today: 20 มิ.ย. 2019

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

...คู่มือแผนปฏิบัติงานส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562...

Home บทวิเคราะห์เศรษฐกิจการปศุสัตว์ สถานการณ์การผลิตและการค้าไก่เนื้อของไทยปี 2549 : มุมมองกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา
สถานการณ์การผลิตและการค้าไก่เนื้อของไทยปี 2549 : มุมมองกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2012 เวลา 11:16 น.

สถานการณ์การผลิตและการค้าไก่เนื้อของไทยปี 2549 : มุมมองกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา

 

  • Report Highlights : การพัฒนาตลาดในปัจจุบันยังเป็นข้อจำกัดของอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยในปี 2549 – 2550 โดยภาคการส่งออกซึ่งเป็นกลไกหลักต้องเผชิญกับข้อจำกัดการส่งออกในตลาดสหภาพ ยุโรปและญี่ปุ่น จึงทำให้การขยายปริมาณการผลิตถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศเท่า นั้น 
  • บทสรุป  
                 การพัฒนาตลาดในปัจจุบันยังเป็นข้อจำกัดของอุตสาหกรรมไก่เนื้อไทยในปี 2549 – 2550 โดยภาคการส่งออกซึ่งเป็นกลไกหลักต้องเผชิญกับข้อจำกัดการส่งออกในตลาดสหภาพ ยุโรปและญี่ปุ่น จึงทำให้การขยายตัวการปริมาณการผลิตถูกขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ เท่านั้น โดยโรคไข้หวัดนกยังคงเป็นปัญหาใหญ่สำหรับประเทศไทย ถึงแม้ว่าจะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไก่เนื้อแต่ทำให้ความสามารถการส่ง ออกเนื้อไก่สดลดลง ส่วนการบริโภคลดลงเนื่องจากข่าวการตายของผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก           
                 ข้อจำกัดทางการค้าของสหภาพยุโรปเป็นข้อจำกัดสำคัญของการส่งออกเนื้อไก่ไทยในปี 2549 – 2550 โดยข้อจำกัดนี้ประกอบด้วย
                 1.  การห้ามนำเข้าเนื้อไก่สดจากไทยและประเทศที่มีการระบาดของโรคไข้หวัดนก
                 2.  การใช้ระบบโควตาภาษี(tariff-rate-quota systems) แทนระบบภาษีเดิม ซึ่งเป็นการจำกัดปริมาณนำเข้าเนื้อไก่จากประเทศผู้ส่งออกที่รวมถึงประเทศไทย ด้วย
                 ประเทศไทยต้องต่อสู้เพื่อให้ส่งออกเนื้อไก่สดไปตลาดหลักทั้งญี่ปุ่นและสหภาพ ยุโรป โดยกำลังทำข้อตกลงกับประเทศทั้งสองเพื่อให้ยอมรับระบบ compartment ซึ่งรับรองโดย องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ(OIE) แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า
  •  การผลิต (Production)
                  แนวโน้มการผลิต ( Production Trend )
                  การผลิตเนื้อไก่ของไทยในปี 2550 คาดว่าเติบโตร้อยละ 5 จากปี 2549 ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าการผลิตในปี 2548 และ 2549 เนื่องจากการส่งออกไก่เนื้อในปี 2550 จะซบเซาขณะที่การบริโภคภายในประเทศเติบโตในอัตราที่ต่ำ ปริมาณการผลิตไก่เนื้อที่คาดการณ์ไว้ในปี  2549 ถูกปรับลดลงเนื่องจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์การปรับลดปริมาณการผลิตลูกไก่ใน ช่วงปลายปี 2549 โดยแหล่งข่าวทางการค้ารายงานว่าการผลิตลูกไก่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2549 เป็น 19 – 21 ล้านตัวต่อสัปดาห์เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ผลิตสัปดาห์ละ 17 – 18 ล้านตัว อย่างไรก็ตาม ราคาลูกไก่เนื้อและราคาไก่เนื้อได้ลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อการส่งออกและการ บริโภคภายในประเทศไม่สามารถรองรับปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ ในเดือนกรกฎาคมกลุ่มผู้ผลิตลูกไก่ได้ประชุมหารือร่วมกันเพื่อควบคุมปริมาณ ลูกไก่ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการผลิตลูกไก่จากสัปดาห์ละ 21 ล้านตัว เหลือสัปดาห์ละ 18 ล้านตัว ซึ่งกิจกรรมควบคุมการผลิตนี้มีผลในเดือนกันยายน 2549           
                   ปริมาณลูกไก่ส่วนเกินที่เกิดขึ้นในปี 2549 เกิดจากผู้ผลิตไก่เนื้อของไทยนำเข้าปู่ย่าพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์เพิ่มขึ้นใน ปี 2548 เพื่อตอบสนองต่อการฟื้นตัวของตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ กรม
    ปศุสัตว์รายงานว่า จำนวนลูกไก่พันธุ์ในปี 2548 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 เป็น 9.18 ล้านตัว จากเดิมในปี 2547 ที่มีจำนวนลูกไก่พันธุ์ 6.56  ล้านตัว           
                   ต้นทุนการผลิต(Production Cost)         
                   ต้นทุนการผลิตไก่เนื้อในปี 2549 คาดว่าเป็น 28 – 29 บาทต่อกิโลกรัม(ประมาณ 35 – 36 เซ็นต์ต่อปอนด์) ทั้งนี้แหล่งข่าวทางการค้ารายงานว่าต้นทุนการผลิตไก่เนื้อในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2549 เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 – 5 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ร้อยละ 50-60 ได้ปรับราคาเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ประกอบกับค่าจ้างแรงงานและค่าขนส่งที่ปรับเพิ่มขึ้น ดังนั้นต้นทุนการผลิตไก่เนื้อในช่วง 7 เดือนแรก ของปี 2549 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 28 บาท (ปอนด์ละ 35 เซ็นต์) ประกอบด้วยค่าลูกไก่ 5 บาท ค่าอาหารสัตว์ 18.50 บาท ค่าวัคซีนและยา 1.00 บาท ค่าแรงงานและต้นทุนอื่นๆ 3.50 บาท ตามลำดับ         
                    โรคไข้หวัดนกและการผลิตไก่เนื้อ (HPAI and Broiler Production)
                    โรคไข้หวัดนก(High Pathogenic Avian Influenza) ชนิด H5N1 เกิดขึ้นในเมืองไทยตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตในฟาร์มไก่เนื้อจนกระทั่งในเดือน กรกฎาคม 2549 เจ้าหน้าที่ภาครัฐและผู้แปรรูปเนื้อไก่ของไทยชี้แจงว่าฟาร์มไก่เนื้อที่เป็น ลูกเล้าของตนเองไม่เคยเกิดโรคไข้หวัดนกระบาด และเชื่อว่าการควบคุมและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดสามารถป้องกันการเกิดโรคใน ฟาร์มได้           
                     ถึงแม้ว่าโรคไข้หวัดนกไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อการผลิตไก่เนื้อแต่เกิดผลกระทบ อย่างมากต่ออุตสาหกรรมไก่เนื้อ เช่น การระบาดครั้งแรกเมื่อเดือนมกราคม 2547 ทำลายชื่อเสียงด้านความโปร่งใสของรัฐบาลไทย ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยได้ประกาศครั้งแรกว่าเกิดโรคไข้หวัดนกหลัง จากกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีผู้ติดเชื้อไข้หวัดนก ในช่วงเวลาดังกล่าวได้เกิดการระบาดของโรคไปแล้ว 89 อำเภอใน 42 จังหวัด และรัฐบาลไทยได้ออกคำสั่งอย่างเร่งด่วนเพื่อรณรงค์การบริโภคโดยจำนวนสัตว์ ปีกลดลงอย่างมากเหลือ 20 ล้านตัวในช่วงแรกที่เกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนก(มกราคม – กรกฎาคม 2547) การที่ผู้บริโภคภายในประเทศและผู้ส่งออกขาดความเชื่อมั่นในการบริโภคทำให้ การบริโภคเนื้อไก่ลดลงอย่างมากในปี 2547 และส่งผลให้การผลิตลดลงร้อยละ 32 อีกทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า ในปี 2547 อุตสาหกรรมไก่เนื้อของไทยต้องสูญเสียรายได้ประมาณ 5.0 – 6.0 พันล้านบาท(137 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ)
                   โรคไข้หวัดนกและการทำวัคซีน (HPAI and Vaccination)           
                   รัฐบาลไทยได้ประกาศห้ามการใช้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีก แต่ไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากพบว่ามีผู้เลี้ยงสัตว์ปีกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้เลี้ยงไก่ไข่และพันธุ์ไก่ที่มักลักลอบใช้วัคซีนที่นำเข้าจาก ประเทศจีนและฮ่องกง ถึงแม้ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะกล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยยังคงหลีกเลี่ยง การใช้วัคซีนป้องกันโรคและใช้วิธีการควบคุมโรคด้วยการคัดแยกและกำจัด ทิ้ง(segregation and stamping out) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (Thai Food and Drug Administration : FDA)  รายงานว่า ในช่วงปี 2547 – 2548 ได้จับกุมผู้ลักลอบนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดนกจำนวนมากและยึดวัคซีนฯ ผิดกฎหมายได้จำนวน 1.525 ล้านโด๊ส 
                  สถานการณ์โรคไข้หวัดนกและการควบคุมและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก (HPAI Situation and Disease Surveillance and Control ) 
                  1.  สถานการณ์ปัจจุบัน (ระบาดครั้งที่สี่)
                       รัฐบาลไทยรายงานต่อองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2548 ว่าประเทศไทยได้ครบกำหนดการปลอดโรคไข้หวัดนก 140 วัน นับตั้งแต่มีการระบาดครั้งสุดท้ายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าพบผู้ติดเชื้อโรคไข้หวัดนก(human H5N1 infection) เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2549 ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีรายงานต่อ OIE ว่ามีสัตว์ปีกติดเชื้อโรคไข้หวัดนกจำนวน 30 ตัว ในจังหวัดพิจิตร ซึ่งสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ได้รายงานว่าพบสัตว์ปีกตายในจังหวัดใกล้เคียงคือ พิษณุโลกและอุตรดิตถ์ ต่อมาในวันที่  29 กรกฎาคม 2549 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประกาศยืนยันว่ามีการระบาดของโรคไข้หวัดนกใน จังหวัดนครสวรรค์
                      กรมปศุสัตว์ มีมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนก ได้แก่
                          ·  ทำลายสัตว์ปีกที่ติดเชื้อโดยจ่ายชดเชยให้เกษตรกรร้อยละ 75 ของราคาตลาด
                          ·  การฆ่าเชื้อโรคในพื้นที่พบโรคฯ หรือมีวัสดุที่ติดเชื้อ(เช่นถาดไข่) และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรค
                          ·  การสุ่มตรวจสัตว์ปีกด้วยวิธี cloacal swab ในฟาร์มสัตว์ปีกที่มีระยะห่างจากฟาร์มที่เกิดโรคฯ รัศมี 5 กิโลเมตร
                          ·  การควบคุมการเคลื่อนย้ายในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรจากฟาร์มที่เกิดโรคฯ
                          ·  การรณรงค์ค้นหาโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกแบบบูรณาการ (X-ray) ในพื้นที่ 29 จังหวัดที่มีความเสี่ยงสูงในช่วงวันที่ 7 – 14 สิงหาคม 2549 ได้แก่จังหวัด กรุงเทพฯ , สิงห์บุรี , อ่างทอง , อยุธยา, นนทบุรี, สุพรรณบุรี , ชัยนาท , ปทุมธานี , ลพบุรี, ฉะเชิงเทรา, นครนายก, ปราจีนบุรี, สมุทรปราการ, ชัยภูมิ, นครราชสีมา, อุดรธานี, นครพนม, กาฬสินธุ์, ขอนแก่น, พิจิตร, กำแพงเพชร, นครสวรรค์, เพชรบูรณ์, พิษณุโลก, อุตรดิตถ์, สุโขทัย, อุทัยธานี, นครปฐมและกาญจนบุรี
                          ·   ห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากประเทศเพื่อนบ้านได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซียและเวียดนาม 
                 2.  สถานการณ์ในอดีต(เกิดโรคไข้หวัดนกจำนวน 3 ครั้ง)
                      การเกิดโรคครั้งที่ 1 (The First Wave)
                      ประเทศไทยได้ประกาศการเกิดโรคไข้หวัดนก ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547 ขณะที่สาธารณชนเชื่อว่าได้เกิดโรคไข้หวัดนกครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 2546 การระบาดครั้งแรกนี้สิ้นสุดในวันที่ 24 พฤษภาคม 2547 รัฐบาลไทยพยายามทำให้ความเสียหายจากโรคไข้หวัดนกส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อ สุขภาพสัตว์และคนภายในประเทศและไม่ทำลายอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งเกิดจากการหยุดนำเข้าเนื้อไก่ชั่วคราวของประเทศผู้ซื้อและการบริโภคภาย ในประเทศลดลงอย่างมาก ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงได้กำหนดนโนบายดังนี้
                           ·  มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจสอบฟาร์มสัตว์ปีกทั้งหมดทั่วประเทศและสร้างมาตรฐานระหว่างประเทศ
                          ·   มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการเจรจาอย่างเร่งด่วนกับรัฐบาลของ ประเทศผู้ซื้อซึ่งห้ามนำเข้าเนื้อไก่จากประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาการส่งออก
                          ·   มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเป็นเจ้าภาพจัด ประชุมระหว่างประเทศกับรัฐมนตรีหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศอาเซียน อื่น ๆ รวมทั้งประเทศผู้ซื้อรายสำคัญเช่น สหภาพยุโรป และ ญี่ปุ่น เพื่อระดมสมองหามาตรการที่เหมาะสมในการจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด นก 
                    กรมปศุสัตว์ได้ตอบสนองนโยบายดังกล่าวด้วยการจัดโครงการรณรงค์กำจัดโรคไข้หวัดนกดังนี้
                          ·  Pre-emptive culling ไก่ทุกตัวที่อยู่ในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจากฟาร์มที่ตรวจพบเชื้อโรคไข้หวัดนกซึ่งเป็นพื้นที่ควบคุม ต้องถูกทำลายและฆ่าเชื้อโรค
                          ·  Surveillance during the outbreak พื้นที่รัศมี 50 กิโลเมตรถูกจัดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ถ้าพบว่ามีสัตว์ปีกป่วยตายด้วยโรคไข้หวัดนก สัตว์ปีกทั้งหมดภายในฟาร์มดังกล่าวต้องถูกทำลายและฆ่าเชื้อโรค
                         ·   Movement control ห้ามการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกภายในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรจากฟาร์มที่พบเชื้อไข้หวัดนก ภายใน 30 วัน จนกระทั่งไม่พบโรคไข้หวัดนกในพื้นที่ดังกล่าว
                         ·   Public awareness campaign การให้ข้อมูลข่าวสาร และคำแนะนำเพื่อสร้างความร่วมมือและความเข้าใจที่ดีขึ้นในอุตสาหกรรมและ ชุมชน
                         ·   Post-outbreak operation กรมปศุสัตว์ออกคำสั่งเพื่อเฝ้าระวังโรคโดยการติดตามและควบคุมโรคหลังจาก กำจัดสัตว์ปีกตัวสุดท้ายที่พบเชื้อโรคไข้หวัดนก
                         ·  Tracing การเฝ้าระวังในช่วงเวลา 5 เดือนเพื่อยืนยันการปลอดโรคไข้หวัดนกหลังจากทำลายสัตว์ปีกในพื้นที่พบโรคไข หวัดนก
                         ·  Monitoring กรมปศุสัตว์แนะนำการเฝ้าระวังทั้งเชิงรุกและเชิงรับเพื่อป้องกันและควบคุม โรคไข้หวัดนกหลังจากเป็นพื้นที่ปลอดโรคไข้หวัดนก 
                      การระบาดของโรคไข้หวัดนกครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2547  ถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 เกิดขึ้นกับสัตว์ปีกจำนวน 190 ฝูง ใน 89 อำเภอ 42 จังหวัด ซึ่งเกิดขึ้นกับไก่พื้นเมืองร้อยละ 58.5 ไก่ไข่ร้อยละ 12.4 ไก่เนื้อร้อยละ11.9 เป็ดร้อยละ 6.7 นกคุ่มร้อยละ 4.7 ไก่งวงร้อยละ 1.6 นกยูงร้อยละ 1 ห่านร้อยละ 0.5 และสัตว์ปีกอื่น ๆ ร้อยละ 2.6 พบผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดนกจำนวน 12 รายและเสียชีวิต 8 รายในเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคม 2547 
                     การเกิดโรคครั้งที่ 2 (The Second Wave)
                     รัฐบาลไทยประกาศการเกิดโรคไข้หวัดนก ครั้งที่สองในประเทศไทยเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2547 เนื่องจากตรวจพบเชื้อโรคไข้หวัดนกในฟาร์มไก่ไข่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการระบาดครั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2548  คือ พบสัตว์ปีกป่วยเป็นโรคจำนวน 264 ฝูงในพื้นที่ 264 อำเภอ 51 จังหวัด ซึ่งเกิดกับไก่พื้นเมืองร้อยละ 57 ไก่ไข่ร้อยละ 4.63 ไก่เนื้อร้อยละ 5.23 เป็ดร้อยละ 29.2 นกคุ่มร้อยละ 2.0 และ สัตว์ปีกอื่น ๆ ร้อยละ 1.9 
                     การเกิดโรคครั้งที่ 3 (The Third Wave)
                     รัฐบาลไทยประกาศการเกิดโรคไข้หวัดนกครั้งที่สามเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2548 เนื่องจากการเฝ้าระวังและควบคุมอย่างเข้มงวดรวมทั้งมีการปรับปรุงความร่วม มือกับเกษตรกรรายย่อยในการรายงานการเกิดโรค จึงทำให้การระบาดครั้งนี้เกิดความเสียหายน้อยกว่าครั้งที่สอง โดยกรมปศุสัตว์รายงานตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 1 กรกาคม 2548 ถึงวันที่ 18 มกราคม 2549 พบสัตว์ปีกเป็นโรคไข้หวัดนกรวมทั้งสิ้น 75 ฝูง ใน 11 จังหวัด     
                     จังหวัดที่พบโรคฯ คือ อ่างทอง อยุธยา ชัยนาท กาฬสินธุ์ กำแพงเพชร กาญจนบุรี นครปฐม นนทบุรี สมุทรปราการ สระบุรี และสุพรรณบุรี สัตว์ปีกที่เป็นโรคไข้หวัดนกในครั้งนี้ ประกอบด้วย ไก่พื้นเมือง เป็ด ไก่ไข่ นกคุ่ม  ไม่มีรายงานว่าพบโรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีกเพื่อการค้า การทำลายสัตว์ปีกจึงพบเฉพาะในฟาร์มของเกษตรกรรายย่อยที่มีการเลี้ยงไม่มาก  
                 3.  มาตรการเฝ้าระวังและควบคุมการเกิดโรคไข้หวัดนก
                 การเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกของไทยอย่างเข้มงวดเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 ในทุกจังหวัด ถ้ามีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยบว่าสัตว์ปีกเป็นโรคไข้หวัดนก จะถูกทำลายและฆ่าเชื้อโรคทันที และเจ้าของฟาร์มจะได้รับการชดเชยร้อยละ 75 ของมูลค่าตลาด นอกจากนั้นในพื้นที่รัศมี 5 กิโลเมตรจากฟาร์มที่พบเชื้อโรคไข้หวัดนกจะถูกกำหนดเป็นเขตควบคุม มีการตรวจหาเชื้อไข้หวัดนกในสัตว์ปีกทุกฝูงด้วยวิธี cloacal swabs และถ้าพบเชื้อสัตว์ปีกฝูงดังกล่าวจะถูกทำลายและฆ่าเชื้อโรค นอกจากนั้น ในพื้นที่รัศมี 10 กิโลเมตรจะถูกกำหนดเป็นเขตควบคุมการเคลื่อนย้าย โดยสัตว์ปีกทุกตัวภายในพื้นที่นี้จะห้ามเคลื่อนย้ายภายใน 30 วันจนกว่าจะไม่พบเชื้อโรคไข้หวัดนกในพื้นที่นี้
                 จากรายงานแสดงว่าสัตว์ปีกเกือบทั้งหมดที่ตรวจพบเชื้อโรคไข้หวัดนกเป็นเป็ด ที่เลี้ยงแบบไล่ทุ่ง ไก่ชน และสัตว์ปีกที่มีระบบสุขาภิบาลและความปลอดภัยทางชีวภาพไม่เพียงพอ ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ปีกหลายท่านจึงให้ความเห็นว่าการกำจัดโรคไข้หวัดนกมี ความเป็นไปได้น้อย นอกจากต้องควบคุมการเคลื่อนย้ายเป็ด ไก่ชน และ ฟาร์มสัตว์ปีกขนาดเล็ก
                  ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้รัฐบาลไทยต้องขึ้นทะเบียนฟาร์มเป็ดที่มีระบบการเลี้ยงแบบไล่ทุ่ง เจ้าของไก่ชน และสนามไก่ชน อย่างไรก็ตาม กฎระเบียบที่กำหนดขึ้นไม่สามารถบังคับใช้เนื่องจากขาดความร่วมมือจากเกษตรกร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประมาณการณ์ว่ามีไก่ชนจำนวน 1 ล้านตัว แต่เกษตรกรนำไก่ชนมาขึ้นทะเบียนเพียง 50,000 ตัวเท่านั้น รัฐบาลไทยได้สนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งที่ปรับระบบการเลี้ยงเป็น แบบโรงเรือนโดยสั่งการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์จัดหาเงินกู้อัตรา ดอกเบี้ยต่ำ(ร้อยละ 2 ต่อปี) เพื่อใช้ในการสร้างโรงเรือน 
  • การบริโภค (Consumption)         
                  การบริโภคเนื้อไก่ในปี 2550 คาดว่าเพิ่มขึ้นเนื่องจากความมั่นใจของผู้บริโภคด้านความปลอดภัยในการบริโภค เนื้อไก่สุกที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาเนื้อไก่ยังถูกกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น           
                  มีรายงานจากสื่อมวลชนว่าพบผู้ป่วยตายด้วยโรคไข้หวัดนกเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2549 ซึ่งส่งผลให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเนื้อไก่ อย่างไรก็ตาม คาดว่าการบริโภคเนื้อไก่จะลดลงเพียงสองเดือนเท่านั้น โดยแหล่งข่าวทางการค้าประมาณการณ์ว่าการบริโภคเนื้อไก่ในเดือนสิงหาคมและ กันยายนจะลดลงร้อยละ 20 – 25 จากเดือนกรกฎาคม และ ประมาณการณ์ว่าการบริโภคเนื้อไก่ในปี 2549 เพิ่มขึ้นจากปี 2548 เป็น 780,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับการบริโภคเนื้อไก่ในปี 2546 ที่ยังไม่เกิดโรคไข้หวัดนกและมีการบริโภคเนื้อไก่ 775,000 ตัน
                 ราคาเฉลี่ยของเนื้อไก่ภายในประเทศไทยในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม ปี 2549 ลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนเป็นกิโลกรัมละ 27.29 บาทหรือประมาณปอนด์ละ 33 เซ็นต์ เนื่องจากมีจำนวนไก่เนื้อมีชีวิตเกินความต้องการจำนวนมาก    
  • การค้า(Trade)
                แนวโน้มการส่งออก
                การส่งออกเนื้อไก่ของไทยในปี 2550 คาดว่ายังคงไม่เพิ่มขึ้นและมีค่าประมาณ 280,000 ตัน เนื่องจากประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับการแข่งขันในตลาดส่งออกหลัก ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นอาจจะนำเข้าเนื้อไก่ปรุงสุกจากไทยเพิ่มขึ้นในปี 2550 แต่การส่งออกไปสหภาพยุโรปอาจจะลดลงเนื่องจากต้องเผชิญกับมาตรการปกป้องทาง การค้า
                การส่งออกเนื้อไก่ของไทยในปี 2549 คาดว่าจะถึง 280,000 ตัน โดยสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย(Thai Broiler Processing Exporter Association) รายงานว่าการส่งออกเนื้อไก่ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2549 เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.7  จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่คาดว่าการส่งออกในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2549 จะลดลง เนื่องจากการออกกฎหมายทางการค้าใหม่ของสหภาพยุโรปและตลาดญี่ปุ่นไม่มีการ เติบโต ทั้งนี้ในช่วงเดือนมกราคม – กรกฎาคม ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นผู้นำเข้าเนื้อไก่ของไทยที่สำคัญที่สุด สัดส่วนมูลค่าเป็นร้อยละ 53 รองลงมาเป็นสหภาพยุโรปซึ่งมีสัดส่วนมูลค่าร้อยละ 42 และประเทศอื่น ๆ อีกร้อยละ 5
                การส่งออกเนื้อไก่ไทยในปี 2548 ทั้งหมดเป็นเนื้อไก่สุกมีอัตราเติบโตร้อยละ 25 จากปี 2547เนื่องจากประเทศไทยสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตเนื้อไก่สุกได้อย่างรวดเร็ว จึงได้เปรียบทางการค้ากับ ประเทศ จีน และบราซิล ซึ่งเป็นคู่แข่งที่สำคัญ
                แหล่งข่าวทางการค้าคาดว่า การส่งออกเนื้อไก่ทั้งหมดของไทยจะเป็นชนิดไก่ปรุงสุกต่อไปเนื่องจากผู้นำ เข้าสำคัญของไทยยังคงห้ามนำเข้าเนื้อไก่สด โดยประเทศที่เป็นผู้ซื้อเนื้อไก่ปรุงสุกของไทยรายสำคัญคือ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และฮ่องกง
                ราคาส่งออกและผลิตภัณฑ์
                ประเทศไทยไม่มีการกำหนดราคาส่งออกเนื้อไก่สดทั้งชนิดเนื้อน่องถอดกระดูก (BL : boneless leg)  และ เนื้อหน้าอกที่เลาะหนังและถอดกระดูก(SBB : skinless boneless breast) ทั้งนี้แหล่งข่าวทางการค้ารายงานว่าราคาส่งออกเนื้อไก่ เกือบทุกชนิดในปี 2549 ไม่แตกต่างจากปี 2548  ราคาเนื้อไก่ปรุงสุกเคลื่อนไหวในช่วงกว้างตั้งแต่ตันละ 2,800 เหรียญดอลลาร์ ถึง ตันละ 4,000 เหรียญดอลลาร์ ราคาเนื้อไก่ทอดกระดูกที่ทอดแล้ว(fried box-shape-cut boneless leg) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ในปัจจุบันราคาเป็น 2,800 – 3,000 เหรียญดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์ตัวอื่นเช่น เนื้อไก่ถอดกระดูกย่างปรุงรส(grilled seasoned boneless meat) มีราคาสูงกว่าเป็นตันละ 3,500 – 4,000 เหรียญดอลลาร์ อย่างไรก็ตามคาดว่าราคาส่งออกเนื้อไก่แปรรูปของไทยอาจลดต่ำลงในไตรมาสที่สอง ของปี 2549 เนื่องจากบราซิลที่เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยได้ปรับลดราคาเนื้อไก่สดลง ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ปรุงสุกของไทยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำตามคำสั่งซื้อของลูกค้า ซึ่งเป็นการนำเนื้อไก่สดมาแปรรูปด้วยความร้อนโดยผ่านกรรมวิธีต่างๆ เช่น ย่าง นึ่งและ ต้ม เป็นต้น ผลิตภัณฑ์บางชนิดก็มีการปรุงรสด้วยเกลือหรือซ็อสญี่ปุ่น
                  ข้อจำกัดการส่งออกจากประเทศผู้นำเข้า
                  1. The EU’s Trade Barriers
                      ข้อกีดกันทางการค้าที่สหภาพยุโรปนำมาใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมไก่เนื้อภายใน ประเทศเป็นการสร้างข้อจำกัดในการส่งออกเนื้อไก่ของไทยในสหภาพยุโรปในปี 2550 ทั้งนี้ก่อนที่จะเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดนกอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2549 นั้น สหภาพยุโรปได้ประกาศเลื่อนการห้ามนำเข้าเนื้อไก่สดจากไทยและประเทศเอเชีย อื่น ๆ ไปจนถึงปี 2550
                      สหภาพยุโรปได้ประกาศแผนในการกำหนดระบบการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกสามชนิดได้แก่ เนื้อไก่แช่เกลือ เนื้อไก่ปรุงสุก และ เนื้อไก่งวงปรุงสุก ซึ่งจะเริ่มใช้ในวันที่ 15  กันยายน 2549 ระบบใหม่นี้เป็นระบบโควตาภาษี (tariff-rate-quota) แทนระบบภาษีนำเข้าซึ่งเป็นระบบเดิม โดยกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสำหรับเนื้อไก่แช่เกลือในโควตาเป็นร้อยละ 15.4  อัตราภาษีนำเข้าในโควตาสำหรับเนื้อไก่ปรุงสุกเป็นร้อยละ 10.9 และ อัตราภาษีนำเข้าในโควตาสำหรับเนื้อไก่งวงเป็นร้อยละ 8.5 ขณะที่อัตราภาษีนำเข้านอกโควตาเป็นร้อยละ 53 ทั้งสามรายการ ปริมาณโควตาเนื้อสัตว์ปีกทั้งหมดในปีแรกเป็น 200,000 ตัน และประเทศไทยได้รับโควตาจำนวน 100 – 120,000 ตัน ซึ่งผู้ประกอบการของไทยกล่าวว่าเป็นจำนวนโควตาที่น้อยเกินไป พร้อมทั้งได้ยื่นหนังสือต่อต้านต่อสหภาพยุโรปที่สำนักงานในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่  18  สิงหาคม  2549 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์กำลังเจรจากับสหภาพยุโรปในเรื่องนี้
                       ผู้ประกอบการของไทยบางรายเชื่อว่า สหภาพยุโรปพยายามลดการนำเข้าเนื้อไก่ หลังจากความพยายามในการจำกัดการนำเข้าเนื้อไก่แช่แข็งที่มีราคาถูกและเนื้อ ไก่แช่เกลือจากประเทศไทยและบราซิลล้มเหลวลงในเวทีการค้าโลก โดยในเดือนมิถุนายน 2548 องค์การการค้าโลกได้ออกประกาศว่าการเก็บภาษีนำเข้าเนื้อไก่แช่เกลือจากไทย และบราซิลของสหภาพยุโรปเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทางการค้าและจำกัดการค้า เสรี อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวทางการค้ากล่าวว่าหลักขององค์การการค้าโลกนี้ไม่ก่อ ให้เกิดผลประโยชน์กับไทยในปัจจุบัน เพราะว่าสหภาพยุโรปยังคงห้ามนำเข้าเนื้อไก่ไม่ปรุงสุกจากไทยเนื่องจากยังคง พบโรคไข้หวัดนกในประเทศไทย
                       ประเด็นข้อกีดกันทางการค้านี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อสหภาพยุโรปได้จัดหมวดหมู่ ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ปรุงสุก(prepared chicken products) ที่นำเข้าใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้การส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของไทยและบราซิลอยู่ภายใต้รายการ salted-item มีอัตราภาษีต่ำเพียงร้อยละ 15.4 แต่การจัดหมวดหมู่ใหม่ ทำให้ต้องเสียภาษีนำเข้าร้อยละ 58.9 หรือประมาณตันละ 1,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรปได้กำหนดนิยามของ salted chicken ว่าต้องมีเกลือเป็นส่วนผสมร้อยละ 1.9 – 2.3 และต้องจุ่มในน้ำซอสมะเขือเทศผสมกระเทียมและเครื่องเทศ(marinated) ซึ่งสภาพดังกล่าวไม่น่ารับประทาน  จึงกล่าวได้ว่าเป็นเพียงข้อกีดกันทางการค้าของสหภาพยุโรปที่ต้องการจำกัดการ นำเข้าเนื้อไก่จากไทยและบราซิล ดังนั้น ประเทศไทยและบราซิลจึงยื่นคำร้องต่อองค์การการค้าโลกเมื่อปี 2545
                 2.  Compartmentalization and Export Prospect
                      ประเทศไทยพยายามสร้างความมั่นใจให้แก่ประเทศผู้นำเข้าเนื้อไก่สำคัญซึ่ง ได้แก่ ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปโดยการนำระบบ Compartment มาใช้ในประเทศเพื่อให้ส่งออกเนื้อไก่ชนิดไม่ปรุงสุกไปยังประเทศทั้งสองได้ อีกครั้ง ระบบนี้เป็นระบบใหม่ที่ริเริ่มโดยองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) ซึ่งขึ้นอยู่กับโรคระบาดสัตว์หรือระบบการผลิตที่รวมตัวกัน และแนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความปลอดภัยและความยุติธรรมในการค้า ระหว่างประเทศ ทั้งนี้แหล่งข่าวทางการค้าแจ้งว่าไม่มีความคืบหน้าในการเจรจาเรื่องนี้ 
  • นโยบาย (Policy)
                นโยบายด้านอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม ประเทศไทยไม่มีการอุดหนุนด้านราคาหรือการสนับสนุนการส่งออก การเกิดโรคไข้หวัดนกทำให้รัฐบาลไทยได้ออกประกาศมาตรการต่าง ๆ เพื่อจัดการกับโรคไข้หวัดนกและสนับสนุนอุตสาหกรรมสัตว์ปีกภายในประเทศทั้ง เกษตรกรรายย่อยและผู้แปรรูป มาตรการนี้รวมถึงโครงการณรงค์เพื่อกำจัดโรคไข้หวัด การจ่ายชดเชยให้ฟาร์มสัตว์ปีกที่ได้รับผลกระทบ การยกเว้นค่าธรรมเนียมให้โรงฆ่าสัตว์ปีก และ การขยายเวลาช่วยเหลือแรงงานว่างงาน
                รัฐบาลไทยปกป้องตลาดสัตว์ปีกในประเทศโดยอัตราภาษีนำเข้าที่ผูกพันไว้กับ องค์การการค้าโลกสูง ทั้งนี้การนำเข้าเนื้อไก่แช่เย็นและแช่แข็งต้องเสียอัตราภาษีนำเข้าร้อยละ 30 ส่วนอัตราภาษีนำเข้าเนื้อไก่ปรุงสุกเป็นร้อยละ 40 และต้องเสียค่าธรรมเนียมในการการอนุญาตนำเข้าเนื้อไก่สดอีกตันละประมาณ 250 เหรียญดอลลาร์
                บางครั้งกรมปศุสัตว์ไม่เชื่อฟังคำแนะนำขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่าง ประเทศ เช่น องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศแนะนำว่าไม่ควรห้ามนำเข้าเนื้อไก่จาก ประเทศที่เกิดโรคไข้หวัดนกชนิดไม่รุนแรง ( Low Pathogenic Avian Influenza (LPAI) โดยประเทศไทยห้ามนำเข้าเนื้อไก่สดและผลิตภัณฑ์จากรัฐCalifornia , North California, Missouri  ซึ่งเกิดโรคไข้หวัดนกชนิดไม่รุนแรงตั้งแต่เดือนมีนาคม 2548 เป็นต้นมา
                นอกจากนั้น ในเดือนกันยายน 2548 กรมปศุสัตว์ได้เริ่มต้นการใช้ requirement ในการตรวจสอบฟาร์มและโรงฆ่าสัตว์ในประเทศผู้ส่งออกที่ต้องการส่งออกสัตว์มี ชีวิตและผลิตภัณฑ์มายังไทย ซึ่งไม่ได้รับการตอบสนองจากประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากส่งผลกระทบอย่างมากต่อการค้าสัตว์ปีกสหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธุ์สัตว์ปีกและเนื้อไก่งวง กระทรวงเกษตรสหรัฐฯประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นใจให้กรมปศุสัตว์ในการ ยอมรับระบบตรวจสอบแบบ system audit แทนระบบการตรวจสอบแบบ plant-by-plant หรือระบบ farm-by-farm อย่างไรก็ตามรัฐบาลไทยเห็นด้วยกับผู้ประกอบการไก่เนื้อที่ต้องการให้ละเว้น (waive) เรื่องดังกล่าวไว้ก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียหายต่อการส่งออกเนื้อไก่ของไทย 
  • โอกาสของสหรัฐฯและการตลาด(Marketing and U.S. Opportunities)
                ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับชิ้นส่วนเนื้อไก่โดยเฉพาะเนื้อไก่ส่วน ขา(leg-quarters) เนื้อไก่ถอดกระดูกด้วยเครื่อง(MDM : mechanically deboned  meat) และเนื้อไก่แปรรูป ผู้บริโภคในไทยมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับผู้บริโภคในประเทศอาเซียนอื่น ๆ ที่นิยมบริโภคเนื้อสัตว์สีแดงมากกว่าเนื้อสัตว์สีขาว ผู้ซื้อที่มีศักยภาพคือ ผู้แปรรูอาหารโดยนำเนื้อไก่ชนิดMDMไปทำไส้กรอก และ ห้างสรรพสินค้า สำหรับเนื้อไก่แปรรูปสามารถเข้าสู่ตลาด modern trade ทั้งนี้ประเทศไทยอาจนำเข้าเนื้อไก่ติดกระดูกเพื่อแปรรูปและ re-export ไปยังญี่ปุ่นหรือประเทศที่มิใช่สมาชิกสหภาพยุโรป การที่โรคไข้หวัดนกยังคงมีอยู่ในประเทศไทยจะเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้แปรรูป ของไทยในการใช้เนื้อไก่จากสหรัฐฯเป็นวัตถุดิบ และนำมาปรุงรส แปรรูปส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น อย่างไรก็ตามโอกาสในการส่งออกชิ้นส่วนเนื้อไก่ของสหรัฐฯ ยังคงถูกซ่อนไว้ด้วยการควบคุมการนำเข้าของไทยที่ไม่โปร่งใส
                เนื่องจากไทยเลิกการห้ามนำเข้าสัตว์ปีกจากสหรัฐฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2548  ทำให้มูลค่าการนำเข้าไก่งวงสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 9,800 เหรียญดอลลาร์ในปี 2547  เป็น 269,000 เหรียญดอลลาร์ ในปี 2548  ส่วนแบ่งการตลาดของเนื้อไก่งวงสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 31 ในปี 2547 เป็นร้อยละ 98 ในปี 2548 ผู้ซื้อเนื้อไก่งวงนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่สำคัญคือ โรงแรม ภัตตาคาร และ ห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่                         

     
  • ตารางสถิติตารางที่ 1 ตารางการผลิต การขายและการกระจายสินค้าเนื้อไก่ของไทย 
    Image

     
  • ตารางที่ 2 ราคาขายส่งไก่เนื้อมีชีวิตตลาดกรุงเทพฯ
    Image
    ที่มา : กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
    หมายเหตุ   1. อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเหรียญละ  37.70 บาท                

     
  • ตารางที่ 3 ราคาขายปลีกเนื้อไก่เลาะหนังและถอดกระดูก ตลาดกรุงเทพฯ 
    Image
    ที่มา : กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
    หมายเหตุ 1. อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเหรียญละ  37.70 บาท  

     
  • ตารางที่ 4 ปริมาณการส่งออกเนื้อไก่ของไทย พ.ศ. 2548 (มกราคม – ธันวาคม)       
    Image
    ที่มา : สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย

     
  • ตารางที่ 5 ปริมาณการส่งออกเนื้อไก่ของไทยในช่วง 7 เดือนแรก (พ.ศ. 2548 -2549)    
    Image
    ที่มา : สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย  
 
 

[1] เรียบเรียง จาก GAIN Report Number : TH6086 วันที่ 1 กันยายน 2549

กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาการปศุสัตว์และถ่ายทอดเทคโนโลยี กรมปศุสัตว์
วันที่เผยแพร่ 16 พฤศจิกายน 2006

แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2012 เวลา 11:17 น.
 

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าสนใจ

ช่องทางการร้องเรียน

สามารถร้องเรียน และตรวจสอบการดำเนินงานได้ โดยผ่านช่องทางการติดต่อ ดังนี้

1.  ทางไปรษณีย์  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์   กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม. 10400)

2.  ทางโทรศัพท์  0 2653 4444  ต่อ 3311

3.  ทางโทรสาร 0 2653 4928

4.  ทาง e-mail : gtransfer@dld.go.th

5.  ร้องเรียนด้วยตนเอง  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์  อาคารชัยอัศวรักษ์  ชั้น 5  กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม.  10400)


 

Copyright 2013. Bureau of Livestock Extension and Development. All right reserved.
พัฒนาเว็บไซต์ โดย นางสาวเยี่ยมพร  ภิเศก

โทรศัพท์ 0 2653 4444  ต่อ 3365 โทรสาร 0 2653 4928  E-mail : transfer6[at]dld.go.th

การปฏิเสธความรับผิด // ประกาศนโยบายเว็บไซต์
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL. เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย Joomla! LaiThai

Valid XHTML and CSS.