นับจำนวนผู้เยี่ยมชม

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้107
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้134
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้107
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว945
mod_vvisit_counterเดือนนี้2777
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด794854

Your IP 103.55.140.129
Today: 21 ต.ค. 2019

สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์

สถานการณ์สุกร ปี 2551 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันศุกร์ที่ 09 มีนาคม 2012 เวลา 11:35 น.
  • การผลิตของโลก
                 ในปี 2551 มีการผลิตสุกรทั่วโลกประมาณ 96.92 ล้านตัน เพิ่มจากปีที่แล้วร้อยละ 1ประเทศ ผู้ผลิตรายใหญ่ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ ประเทศจีน 44.7 ล้านตัน  สหภาพยุโรป 22.50 ล้านตัน สหรัฐอเมริกา 10.68 ล้านตัน บราซิล 3.10 ล้านตัน และรัสเซีย 2.0 ล้านตัน ประเทศไทยผลิตสุกรเป็นอันดับที่ 8 ของโลก
                 แนวโน้มการผลิตสุกรทรงตัว เนื่องจากปัจจัยการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพง
    Image
    ที่มา : USDA ข้อมูลประเทศไทยปรับให้เท่ากับข้อมูลของไทย
  • การผลิตของไทย
                  แหล่งผลิตสุกรที่สำคัญของไทย และมีการเลี้ยงมากที่สุดในภาคกลางร้อยละ 54.1 ภาคเหนือร้อยละ 19.13 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือร้อยละ 18.23 และภาคใต้ร้อยละ 8.47 ตามลำดับ สำหรับจังหวัดที่มีการเลี้ยงสุกรมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่
                  ปริมาณการผลิตสุกร ปี  2551 คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ กำหนดเป้าหมายการผลิตสุกรจำนวนทั้งหมด 17.40 ล้านตัว คิดเป็นเนื้อสุกร 1.300 ล้านตัน ลดลงจากจำนวน 19.08 ล้านตัว ของปีที่แล้ว (2550) คิดเป็นร้อยละ 10 เนื่องจากภาวะขาดทุน ต่อเนื่องช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปีที่แล้ว
                  ช่วงต้นปี 2551 ผู้เลี้ยงสุกรต้องปรับขนาดฟาร์มลดจำนวนสุกรที่เข้าเลี้ยง เพราะแบกรับภาระขาดทุนต่อไปไม่ไหว บางรายหยุดเลี้ยง และเลิกอาชีพเลี้ยงสุกร ประจวบกับเกิดภาวะโรคท้องร่วงติดต่อในสุกร (Porcine Epidemic Diarrhea: PED) อย่างรุ่นแรง ตั้งแต่ ตุลาคม 2550 ถึง กุมภาพันธ์ 2551 และภาวะโรคท้องร่วงยังมีประปลายในแหล่งผลิตที่สำคัญและกระจายตัวในหลาย พื้นที่ ถ้าเกิดต่อเนื่องจะทำให้ผลผลิตลดลงเหลือ 16.85 ล้านตัว ปัจจุบันภาวะโรคปกติ 
  • การตลาดและการค้าการตลาดสุกรของโลก
                 ความต้องบริโภคสุกรของโลก ปี 2551 ขยายตัวเพิ่มขึ้น และแหล่งผลิตที่สำคัญเกิดภาวะโรคโดย เฉพาะประเทศจีนที่ประสบปัญหาญหาโรคสุกร และเป็นเจ้าภาพจัดงานกีฬาโอลิปปิค ประกอบกับภาวะวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพง ต้นทุนการผลิตสูง

    Image
    ที่มา : USDA

                  ทำให้ผลผลิตสุกรของโลกน้อยกว่าความต้องการ หลายประเทศจึงมีการบริโภคเนื้อสุกรมากขึ้นได้แก่
                       - จีน ขาดแคลนสุกรตั้งแต่ ปี 2550 ผลจากโรค PRRS จำนวน 200 ล้านตัว
                       - กัมพูชา เกิดโรค PRRS ในเดือนกรกฎาคม 2550 กระจายตัวทั่วประเทศ นาน 4 เดือน ความเสียหาย 70% ของผลผลิต จึงเข้มงวดการนำเข้าสุกรมีชีวิต นโยบายดังกล่าว ทำให้สุกรขาดแคลนและราคาดี (ต้นทุนการผลิตสุกรขุน ปี 50 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 58 บาท/กก. ระยะเวลาเลี้ยง 5.5 เดือน  FCR =3.1 ลูกสุกรน้ำหนัก 16 กก. ตัวละ 1,680 บาท) และคาดการณ์ว่าเ ใน ปี 2551 และ ปี 2552 คาดว่าจะขาดแคลนสุกร 60% และ 20% ของปริมาณความต้องการบริโภค ตามลำดับ
                      - เวียดนาม เกิดโรค PRRS เดือนกรกฎาคม 2550 ทางภาคเหนือ ซึ่งคาดว่าเกิดจากการซื้อขายและเคลื่อนย้ายสุกรจากจีน
                      - ขณะนี้ราคาสุกรมีชีวิตของประเทศอื่นๆ ในเอเชียมีราคาแพงกว่าสุกรในประเทศไทยทั้งสิ้น
  • การตลาดสุกรของไทย
                    ปริมาณการบริโภค ปี 2551ปริมาณสุกรขุนที่จับส่งตลาด คาดว่าจะมีจำนวนสุกรทั้งหมด 17.40 ล้านตัว คิดเป็นเนื้อสุกร ทั้งหมด 1.300 ล้านตัน ร้อย ละ 99 ของการผลิตเป็นการบริโภค ภายในประเทศ อัตราการบริโภค  เฉลี่ย 18 กิโลกรัม/คน/ปี (ปริมาณการบริโภคเนื้อสุกรของคนไทยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ ปี 2547 โดยบริโภคทดแทนเนื้อสัตว์ปีก (ช่วงเกิดโรคไข้หวัดนก อัตราการบริโภคเฉลี่ย 21-22 กิโลกรัม/คน/ปี)    
  • ราคา
                    ปี 2551 สุกรมีชีวิตที่เกษตรกรขายได้ เริ่มปรับตัวสูงขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งปริมาณสุกมีชีวิตออกสู่ตลาดมีน้อยกว่าปริมาณความต้องการบริโภคเนื้อสุกร ประกอบกับผู้ผลิตคาดการณ์ว่าปริมาณสุกรจะลดลง จึงไม่จับสุกรส่งตลาดทั้งหมดตามปกติ แต่จะเลี้ยงต่อไปเพื่อสำรองสุกรไว้ในช่วงที่คาดแคลน จึงทำให้ราคาสุกรมีชีวิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 47 บาท ในเดือนมกราคม เพิ่มเป็นกิโลกรัมละ 58.42 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 24  จึงเกิดภาวะกดดันตลาดจากผู้บริโภค และมาตรการขายปลีกเนื้อสุกรชำแหละราคากิโลกรัมละ  98 บาท ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นต้นมา         
                   ปัจจุบันราคาปรับตัวลดลงเหลือเฉลี่ยกิโลกรัมละ 54-56 บาท  ลูกสุกรเฉลี่ยเหลือตัวละ 1,300 บาท Image

     
  • การส่งออก    
                   ปี 2551 คณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ กำหนดเป้าหมายการส่งออก 12,000 ตัน และนำเข้าเครื่องในไม่เกิน 4,000 ตัน  เมื่อ ปี 2550 ส่งออกทั้งหมด 10,198 ตัน เป็น เนื้อสด 2,898 ตัน (28%) แปรรูป 7,300 ตัน (72%)           
                   -  เนื้อสุกรชำแหละสดแช่เย็น-แช่แข็ง ตัดเป็นชิ้น ส่งตลาดฮ่องกง 100%
                   -  เนื้อสุกรแปรรูป เป็นชนิด ทอด-นึ่ง 70 องศา ไปญี่ปุ่น 98% ฮ่องกง 2%
                   -  สุกรมีชีวิต ไปประเทศเพื่อบ้าน ปี 2550 จำนวน 97,551 ตัว ประเทศ ลาว และกัมพูชา  
  • ปัญหา และมาตรการดำเนินการ 
                   ปัญหาวิกฤต และผลกระทบที่เกิดกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร เมื่อ เมษายน 2551
                   1. ปลายปี 2549-ปี 2550 เศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคลดการใช้จ่าย ทำให้ผลผลิตสุกรล้นตลาดและราคาตกต่ำ เกิดปัญหาการขาดทุนสะสมเป็นเวลานานเป็นประวัติการณ์ เริ่มตั้งแต่ปลายปี 2549 ต่อเนื่อง ต้น ปี 2551เป็นเวลาทั้งหมด 12 เดือน ขาดทุนเฉลี่ยตัวละ 300 บาท
                    2.  ช่วงปี 2550-ต้น ปี 2551(ม.ค.) เกษตรกรรายเล็ก รายกลางลดและเลิกนำลูกสุกรเข้าเลี้ยง เนื่องจากไม่สามารถรับภาระการขาดทุนสะสม และต้องเร่งระบายสุกรออกตลาดเพื่อนำเงินไปหนุนเวียนซื้ออาหารสัตว์ และจ่ายคืนสถาบันการเงินช่วงปลายปี  ทำให้ลูกสุกรราคาตกต่ำ
                    3. วัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพงและปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งในแหล่งผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญของโลกและ ภาวะปัจจัยด้านน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวรุนแรงส่งผลให้หลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปต้องการพืชน้ำมันทุกชนิดไปผลิตพลังงานทดแทน
                    4. กระทรวงพาณิชย์ ออกข่าวประชาสัมพันธ์จำหน่ายเนื้อสุกรชำแหละเนื้อแดงราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 98 บาท 
                     5. สื่อลงข่าวกระทรวงพาณิชย์ ควบคุมเคลื่อนย้ายสุกร และห้ามนำสุกรส่งออกไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศ
                     6. กระแสข่าวนำเข้าเนื้อสุกรจากต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาสุกรขาดแคลน  
                   ซึ่งทั้งหมดเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ เลี้ยงสุกรรและเกิดความเข้าใจว่ารัฐบาลมีนโยบายต้องการควบคุมราคาสุกรไม่ให้ กระทบต่อระดับการครองชีพผู้บริโภค ซึ่งเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของเกษตรกรผู้มีอาชีพเลี้ยงสุกรถูกโดดเดี่ยว แบกรับภาระขาดทุนตลอดทั้งปีที่ผ่ามา และภาระต้นทุนการผลิตสุกรที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถกำหนดราคาขายให้เป็นไปตามต้นทุนการผลิตได้ 
  • ข้อเสนอและมาตรการ
                    1. ราคาจำหน่ายสุกรมีชีวิตในประเทศควรเป็นไปตามกลไกตลาดตามหลักDemand & Supply 
                    2. ราคาเนื้อสุกรชำแหละ= สุกรมีชีวิต X 2+2 เพราะราคาที่จำหน่ายปลีกเป็นราคาเนื้อแดงมีประมาณ 35 กก. (35% ของสุกร 1 ตัว น้ำหนัก100 กก.) ที่ขายเป็นหลักและได้ราคา และขายหมดก่อน ส่วนอื่นๆ สามชั้น 12 กก. มันหมูเป็นชิ้นส่วนที่มีตลาดไม่แน่นอน และการจำหน่ายสุกรไม่สามารถขายได้หมดทั้งตัวในคราวเดียวกัน
                    3. ราคาจำหน่ายสุกรจะเข้าสู่ภาวะปกติ   ตามวัฎจักรราคาสุกรมีชีวิตจะปรับตัวลดลงปีละ 2 ครั้ง ช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษายน-พฤษภาคม และช่วงเทศกาลกินเจ เดือนตุลาคม และผลผลิตสุกรจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งมีอากาศเย็น จากการคาดการณ์ ราคาควรจะเข้าสู่ปกติประมาณครึ่งหลังของ ปี 2551
                    4.  การจัดทำระบบ Compartment   เป็นแนวทางที่ควรจะได้ดำเนินการโดยเร็ว โดยเฉพาะบริษัทที่เลี้ยงเพื่อการส่งออก และฟาร์มที่ผ่านการรับรองรองมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ แต่ยังไม่มีร่างเกณฑ์มาตรฐานรับรองระบบCompartment สุกร ส่วนไก่เนื้อมีคู่มือการรับรองระบบ Compartment และกำลังดำเนินการ ตรวจรับรอง (ประเทศไทยเป็นประเทศแรก) 
  • การบริหารจัดการสุกรทั้งระบบ
                      คณะกรรมการ นโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และเอกชน รวม 19 คน เพื่อกำหนดนโยบาย และแก้ปัญหาสุกรที่เกิดขึ้น ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวจะมีการประชุมทุก 2 เดือน โดยมีคณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาสุกรและผลิตภัณฑ์ เป็นผู้กลั่นกรองเรื่องและแนวทางกแก้ไขปัญหาต่างๆ จากคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่
                       -  คณะอนุกรรมการพัฒนาการผลิตสุกรและผลิตภัณฑ์
                       -  คณะอนุกรรมการพัฒนาการตลาดสุกรและผลิตภัณฑ์
                       -  คณะอนุกรรมการพัฒนาโรงฆ่าสุกรและการขนส่งซากสัตว์
                       -  คณะอนุกรรมการด้านมาตรฐานปัจจัยการผลิตและผลิตภัณฑ์ 
    ก่อนพิจารณณากำหนดเป็นนโยบายสำหรับปฏิบัติต่อไป 

    ข้อมูล : น.ส.บุญยัง สรวงท่าไม้  กลุ่มวิจัยเศรษฐกิจการปศุสัตว์  4 กันยายน 2551
    วันที่เผยแพร่ 15 กันยายน 2551

 

เรื่องล่าสุด

เรื่องน่าสนใจ

ช่องทางการร้องเรียน

สามารถร้องเรียน และตรวจสอบการดำเนินงานได้ โดยผ่านช่องทางการติดต่อ ดังนี้

1.  ทางไปรษณีย์  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์   กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม. 10400)

2.  ทางโทรศัพท์  0 2653 4444  ต่อ 3311

3.  ทางโทรสาร 0 2653 4928

4.  ทาง e-mail : gtransfer@dld.go.th

5.  ร้องเรียนด้วยตนเอง  (กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์  อาคารชัยอัศวรักษ์  ชั้น 5  กรมปศุสัตว์  ถนนพญาไท  เขตราชเทวี  กทม.  10400)


 

Copyright 2013. Bureau of Livestock Extension and Development. All right reserved.
พัฒนาเว็บไซต์ โดย นางสาวเยี่ยมพร  ภิเศก

โทรศัพท์ 0 2653 4444  ต่อ 3365 โทรสาร 0 2653 4928  E-mail : transfer6[at]dld.go.th

การปฏิเสธความรับผิด // ประกาศนโยบายเว็บไซต์
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL. เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย Joomla! LaiThai

Valid XHTML and CSS.